"สำนักงานศิษย์เก่าสัมพันธ์ มธ." ได้เปลี่ยนชื่อเป็น "สำนักงานธรรมศาสตร์สัมพันธ์" ตามข้อบังคับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ว่าด้วยการจัดตั้งและการแบ่งส่วนงานของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พ.ศ.2559
อันเนื่องมาจากวิกฤติน้ำท่วม


ในประเทศไทยตอนนี้คงไม่ต้องคิดถึงเรื่องอื่นนอกจากเรื่อง “น้ำท่วม” ซึ่ง ณ วันที่เขียนต้นฉบับปัญหาก็ยังไม่คลี่คลายและยังอยู่ในภาวะ “ไม่แน่นอน”

 

เรามาอยู่ถึงจุดนี้กันได้อย่างไร เป็นคำถามที่ยังไม่มีใครตอบ เราจะแก้ปัญหานี้อย่างไร เป็นคำถามที่ไม่มีใครให้ข้อมูล และท้ายที่สุดเราจะเดินไปสู่จุดไหน เป็นคำถามที่ประชาชนรอคำตอบด้วยใจระทึกและเคร่งเครียดเป็นอย่างยิ่ง

 

ปีนี้น้ำมากกว่าปีก่อนหรือไม่ มากกว่าเท่าไร มากจนถึงขนาดทำให้เราต้องเผชิญสถานการณ์คับขันเช่นนี้เลยหรือ ไม่ต้องคิดถึงว่าปีต่อๆไปในอนาคตจะเกิดปัญหาเหล่านี้อีกหรือไม่ เพราะเอาให้พ้นสถานการณ์ปีนี้ไปให้ได้ก็ถือว่าบุญแล้ว

 

ปัญหาน้ำท่วมในปีนี้เกิดขึ้นโดยธรรมชาติหรือไม่ หรือมีใครเป็นต้นเหตุให้เกิดขึ้น คงไม่ต้องถามตอนนี้ ผมว่าเอาไว้ไปเช็คบิล คิดบัญชีกันทีหลัง ผมคิดว่าเรื่องแบบนี้ต้องว่ากันด้วยข้อมูลและข้อเท็จจริงเท่านั้นครับ

 

น้ำท่วมครั้งนี้ทำให้เราเห็นว่า...

 

o   น้ำท่วมครั้งนี้ดูเหมือนได้ชะล้างสิ่งต่างๆไปจนหมดสิ้น คนจำนวนมากต้องรีเซ็ตชีวิตกันใหม่ บางคนสิ้นเนื้อประดาตัว บางคนสูญเสียบ้านเรือนทรัพย์สินที่หามาทั้งชีวิต กิจการขนาดกลางและขนาดใหญ่ในนิคมอุตสาหกรรม 7 แห่งที่จมน้ำ กิจการขนาดเล็กและขนาดกลางที่อยู่นอกนิคมอุตสาหกรรมจำนวนมากคงต้องเริ่มต้นกิจการกันใหม่หรือไม่่ก็ต้องเลิกกิจการไปเลย

 

o   ตอนนี้ไม่ต้องคิดถึงตัวเลข GDP กันแล้ว ผู้คนสนใจแต่ตัวเลขมวลน้ำที่กองอยู่ว่ารัฐบาลได้ไล่น้ำเหล่านี้ลงทะเลไปแล้วหรือไม่ ที่ว่าไม่มีมวลน้ำก้อนใหญ่ที่จะทำให้เราต้องวิตกอีกแล้วนั้น มันไหลลงทะเลไปตั้งแต่เมื่อไร และไหลไปทางไหน อย่างไร ไม่เห็นมีใครเคยบอกข้อมูลเหล่านี้กับประชาชน

 

o   น้ำท่วมครั้งนี้ได้ประจานนิสัยทิ้งขยะไม่เป็นที่ของคนไทย ให้โลกและเราได้เห็นว่า เราทิ้งสิ่งปฏิกูลลงในน้ำที่เราดื่มเราใช้อย่างไร้จิตสำนึก และท้ายที่สุดมันก็ย้อนกลับมาเน่าต่อหน้าต่อตาเรา และเราก็ทนอยู่กับน้ำเน่าเหล่านี้ไม่ได้

 

o   น้ำท่วมครั้งนี้ได้เตือนคนไทยว่า ผลพวงของการรบกวนธรรมชาติอย่างไร้สำนึกจะส่งผลต่อเราและลูกหลาน และดูจะรุนแรงหนักหน่วงมากขึ้นเรื่อยๆ หากเราไม่เริ่มต้นทำอะไรกันอย่างจริงๆจังๆสักที

 

o   น้ำท่วมครั้งนี้ได้เตือนนักการเมืองผู้อาสามารับใช้ประชาชนให้รู้ว่า การทำหน้าที่ดูแลปัญหาของประชาชนนั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ นอกจากต้องมีปณิธานแน่วแน่ต่อการทำหน้าที่ของตนโดยสุจริตแล้ว ยังต้องมีสติปัญญามากพอ และพร้อมที่จะสนับสนุนให้ผู้เชี่ยวชาญได้เข้ามาร่วมแก้ปัญหา โดยไม่คำนึงถึง “หน้าตา” ของตัวเองเป็นสำคัญ เพราะไม่เช่นนั้นแล้วอาจจะทำให้ตัดสินใจผิดพลาดและส่งผลเสียหายอย่างใหญ่หลวงต่อประเทศได้

 

o   น้ำท่วมครั้งนี้ได้ประจานวิธีคิดวิธีแก้ปัญหาแบบใช้เงินเป็นที่ตั้ง เช่น ใช้เวลาประชุมครม. เพื่ออนุมัติใช้เงินงบประมาณ 9 แสนล้าน เพื่อที่หลังน้ำลดจะได้สร้างเมกกะโปรเจค “นิวไทยแลนด์” ทั้งที่ควรคิดว่าจะแก้ปัญหาน้ำที่กำลังจะท่วมไปทั่วทุกแห่งอย่างเร่งด่วนได้อย่างไร จะป้องกันเขตที่น้ำยังไม่ท่วมด้วยวิธีไหน และจุดที่น้ำท่วมแล้วก็เหมือนท่วมแล้วท่วมเลยไม่เคยกล่าวถึงว่าในจุดนั้นๆสถานการณ์จะคลี่คลายโดยใช้เวลา และวิธีการอย่างไร เห็นแล้วก็หมดหวังจริงๆ

 

o   น้ำท่วมครั้งนี้ทำให้เราเห็นว่า ยังมีนักการเมืองที่มุ่งแต่ “ทำงานเอาหน้า” สร้างระบบคุณค่าในสังคมที่ผิดเพี้ยน ทั้งๆที่ประชาชนจำนวนมากลงมือลงแรงช่วยเหลือผู้ประสบภัยโดยไม่หวังผลหรือสิ่งตอบแทนใดๆทั้งสิ้น บางคนถึงกับเป็นผู้ประสบภัยเองแต่ก็ยังมีจิตใจมาช่วยเหลือผู้อื่น

 

แต่ “น้ำท่วม” ครั้งนี้ ก็ทำให้เรามองเห็นว่า...

 

?       น้ำจิตน้ำใจของคนไทยที่ช่วยเหลือกันนั้น ยังน่าประทับใจและยังเป็นคุณสมบัติสำคัญที่ทำให้บ้านเรายัง “น่าอยู่” ท่ามกลางความเลวร้ายในหลายๆด้าน

 

?       เกิดการรวมตัวกันในชุมชน เพื่อนบ้านที่ไม่เคยทักทายพูดคุยกัน ก็มีโอกาสได้ร่วมกันหาหนทางป้องกัน แก้ไขปัญหาน้ำท่วมร่วมกัน ปรับทุกข์ เห็นอกเห็นใจกัน เป็นตัวอย่างอันดีในอนาคตที่จะเห็นความร่วมไม้ร่วมมือกันในเรื่องต่างๆต่อไป

 

?       ความพร้อมในการรับมือกับสถานการณ์วิกฤติของบ้านเรานั้นยังไม่เพียงพอต้องปรับปรุงอีกมาก ทั้งในแง่ส่วนบุคคล องค์กรเอกชน และภาครัฐ ต้องมาเรียนรู้เรื่อง “Crisis Management” อย่างเช่น กรณีเด็กนักเรียนเล็กๆของญี่ปุ่นที่มีการซักซ้อมหากต้องพบกับแผ่นดินไหวอย่างสม่ำเสมอแม้ยังไม่เกิดภัยขึ้น จนเมื่อเกิดสถานการณ์จริง ก็มีความพร้อมที่จะรับมือได้อย่างดีแม้ว่าจะเป็นเพียงเด็กเล็กๆเท่านั้

 

?       รถยนต์ส่วนตัวเป็นสิ่งที่รกเรื้อและเป็นปัญหา เพราะในยามวิกฤติแล้ว เราไม่สามารถหาที่จอดให้กับรถยนต์ของแต่ละคนได้หมด และเราคงไม่สามารถสร้างถนนขึ้นมารองรับรถยนต์ที่มากมายมหาศาลเหล่านี้ได้ เราน่าจะถือโอกาสนี้มาร่วมกันหาหนทางลดปริมาณการใช้รถยนต์ส่วนตัวลง เราคงต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมมาใช้รถสาธารณะในขณะที่ รัฐเองก็จำเป็นต้องเป็นเจ้าภาพยกเครื่องระบบสาธารณูปโภคด้านนี้ให้ดีขึ้น ผมไม่ได้หมายถึงการสร้างรถไฟฟ้าว่าเป็นเพียงคำตอบเดียวเท่านั้น แต่การปรับปรุงระบบการเดินรถเมล์และสภาพของรถประจำทาง รถตู้ รถรับจ้างหรือแท็กซี่ เรือ ให้การเดินทางด้วยวิธีพื้นฐานเหล่านี้มีมาตรฐานที่ดีกว่าที่เป็นอยู่ และทำให้บริการพื้นฐานเหล่านี้ดีพอและมีแรงจูงใจมากพอที่คนส่วนใหญ่จะเลือกใช้เมื่อเปรียบเทียบกับการซื้อรถยนต์ส่วนตัว (ที่เป็นภาระทั้งด้านค่าใช้จ่ายและการดูแลรักษา) เช่น ทำอย่างไรให้ผู้โดยสารเดินทางถึงจุดหมายโดยใช้เวลาน้อยกว่าที่เป็นอยู่และคาดหมายได้แน่ชัดว่าต้องใช้เวลาเดินทางเท่าไร เป็นต้น

 

?       รัฐบาลกลางของบ้านเรายังเป็นศูนย์กลางในการกำหนดนโยบายสำคัญต่างๆ แต่เชื่อเถอะครับว่า ไม่มีใครที่มาเป็นรัฐบาลจะเก่งพอที่จะกำหนดนโยบายแล้วตรงกับความต้องการของแต่ละชุมชนได้ การพัฒนาคนรุ่นใหม่ในด้านที่จะให้เกิดสำนึกต่อสังคม เข้าใจพื้นฐานการดำรงชีวิตและความต้องการของท้องถิ่นที่ตนอยู่จึงควรจะเป็น “วาระแห่งชาติ” ที่หากเราพัฒนาคนเหล่านี้ขึ้นมาได้แล้ว ในระยะยาวเราจะสามารถกระจายการปกครองออกไปได้อย่างมีคุณภาพ (ไม่เหมือนอบต. อบจ.ในปัจจุบัน) และเมื่อเป็นเช่นนั้นแล้ว รัฐบาลกลางจะมีความสำคัญน้อยลงจนแทบจะไม่มีอำนาจในการกำหนดนโยบายอะไรสำคัญๆ ซึ่งก็จะทำให้ “นักการเมือง” ระดับชาติมีอำนาจน้อยลง การเข้ามาสู่อำนาจเพื่อกอบโกยผลประโยชน์หรือเข้ามากำหนดการใช้ทรัพยากรเพื่อกลุ่มคนไม่กี่กลุ่มก็จะทำไม่ได้อีกต่อไป

 

?       เราอาจลืมไปแล้วว่า ครั้งหนึ่ง กรุงเทพฯเคยได้ชื่อว่าเป็น “เวนิสตะวันออก” เนื่องจากมีคูคลองจำนวนมาก แต่การตัดถนนหนทางต่างๆมีเพิ่มมากขึ้นจนทุกวันนี้เรามองไม่ค่อยเห็น “คลอง” ที่เรามีอยู่ น้ำท่วมครั้งนี้ทำให้เรามองเห็นว่า เรามีคลองอยู่มากจริงๆ ทำอย่างไรจะให้คูคลองเหล่านี้มีความสะอาดและเป็นเส้นทางในการระบายน้ำที่มีประสิทธิภาพ เราคงต้องหันมารื้อระบบชลประทานกันทั้งระบบ เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยน้ำท่วมครั้งนี้อีก ผมไม่ได้หมายถึงเพียงกรุงเทพฯเท่านั้น หากแต่ต้องทำความเข้าใจปัญหาน้ำท่วมที่เกิดขึ้นทุกปี เช่น  น้ำจะไล่จากภาคเหนือลงมาภาคกลางมายังกรุงเทพฯและปริมณฑล ก่อนระบายออกทะเล แล้วในภาคอื่นๆมีปัญหาที่เราอาจต้องประสบในลักษณะเดียวกันนี้หรือไม่ เราจะทำอย่างไรที่จะบรรเทาปัญหาน้ำท่วมเพื่อไม่ให้เป็นปัญหาต่อการดำรงชีวิตโดยปกติของประชาชนในภาคต่างๆจังหวัดต่างๆโดยใช้สติปัญญาเป็นหลัก ไม่ใช้เงินเป็นตัวตั้ง เชื่อเถอะครับ หลังน้ำลดคราวนี้จะต้องมีรัฐมนตรีฉลาดๆเสนอโครงการแก้ไขระบบชลประทานในวงเงินสูงๆขึ้นมา ทั้งที่ตอนนี้ไม่ทราบหายหน้าหายตาไปไหนกัน ให้เราช่วยกันใช้มาตรการทางสังคมและประณามคนเหล่านี้ด้วย

 

หวังเป็นอย่างยิ่งว่าสถานการณ์น้ำท่วมครั้งนี้จะผ่านพ้นไปได้ด้วยดี และโดยที่เราทุกคนจะได้ถือเป็นบทเรียนครั้งสำคัญ เพื่อร่วมกันเรียนรู้ ปรับปรุง และใช้โอกาสนี้หันมาร่วมมือร่วมใจกันเปลี่ยนแปลงสังคมอย่างจริงๆจังๆ โดยมุ่งลดละ “ความเห็นแก่ตัว”

 

อยากให้ทุกๆคนพึงระลึกว่า “เราทุกคนล้วนมีส่วนกันคนละเล็กละน้อยที่ทำให้สังคมของเรามีปัญหามากมายอย่างทุกวันนี้” เพราะฉะนั้น ไม่มีใครที่ไหนจะช่วยได้หรอกครับ ไม่ว่ารัฐบาลจะเก่งกาจมาจากไหนก็ช่วยไม่ได้ ถ้าเราทุกคนไม่เริ่มต้นทำในส่วนที่เราทำได้เสียก่อน แล้วความดีเล็กๆน้อยๆ เหล่านั้น (ที่ไม่เคยมีใครเคยเริ่มต้นทำ) จะเป็นตัวอย่างให้คนอื่นๆทำตาม เอาง่ายๆ ทดลองขับรถโดยแสดงน้ำใจจอดให้คนข้ามโดยปลอดภัย หรือหยุดให้รถคันอื่นไปก่อน ทำไปทุกวัน รถคันที่เราให้เขาไปก่อนอาจทำตามโดยจอดให้คันอื่นๆบ้าง ความดีเล็กๆน้อยๆเหล่านี้ก็จะส่งต่อกันไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด หากเริ่มต้นจากเรื่องเล็กๆได้แล้ว เชื่อแน่ว่า เราคงทำดีในเรื่องใหญ่ๆที่มีความสำคัญได้ง่ายขึ้น

 

วิโรจน์ เฉลิมรัตนา

วันที่ ๑๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๔

virojch@yahoo.com

Member
46 ศิษย์เก่า และ 13 บุคคลทั่วไป