"สำนักงานศิษย์เก่าสัมพันธ์ มธ." ได้เปลี่ยนชื่อเป็น "สำนักงานธรรมศาสตร์สัมพันธ์" ตามข้อบังคับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ว่าด้วยการจัดตั้งและการแบ่งส่วนงานของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พ.ศ.2559
ค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท ???


นโยบายของรัฐบาลเรื่องค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท กลายเป็นประเด็นที่อยู่ในความสนใจของผู้คนมากที่สุด ทั้งยังอยู่ในความคาดหวังของแรงงาน และผู้ประกอบการคงต้องลุ้นด้วยใจระทึก อีกทั้งยังมีการแสดงความคิดเห็นต่อเรื่องนี้อย่างกว้างขวางในหลายแง่มุมและในสื่อแทบจะทุกชนิด  

 

เรื่องของค่าแรงขั้นต่ำเป็นปัญหาปากท้องที่สำคัญและเชื่อว่าหากมีการปรับให้ไม่ต่ำกว่า 300 บาทจริง จะมีผลกระทบต่อโครงสร้างทางเศรษฐกิจและสังคมทั้งระบบ แต่เชื่อว่าก็คงไม่เกินกว่าวิสัยที่จะปรับเปลี่ยนและลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นได้

 

ในอดีตที่ผ่านมาอำนาจต่อรองของแรงงานต่อนายจ้างยังอยู่ในระดับที่ไม่สมดุล คณะกรรมการร่วมที่เรียกว่า “ไตรภาคี” (3 ฝ่ายคือแรงงาน นายจ้าง และรัฐบาล) จึงมักได้ข้อสรุปของการขึ้นค่าแรงแบบค่อยเป็นค่อยไป กระท่อนกระแท่น และไม่สามารถวิ่งไล่ทัน “ค่าครองชีพ” ได้อย่างแท้จริง

 

ตามประกาศคณะกรรมการค่าจ้าง เรื่อง อัตราค่าจ้างขั้นต่ำ (ฉบับที่ 5) ประกาศ? ณ? วันที่ 13 ธันวาคม 2553 มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2554 นั้นผมได้สรุปเป็นตารางเพื่อประโยชน์ในการวิเคราะห์วิจารณ์ดังต่อไปนี้

  

ขั้นที่

อัตราค่าจ้างขั้นต่ำ (บาท)

จังหวัด

จำนวนจังหวัด

1

221

ภูเก็ต

1

2

215

กรุงเทพฯ นครปฐม นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ สมุทรสาคร

6

3

196

ชลบุรี

1

4

193

ฉะเชิงเทรา สระบุรี

2

5

190

พระนครศรีอยุธยา

1

6

189

ระยอง

1

7

186

พังงา

1

8

185

ระนอง

1

9

184

กระบี่

1

10

183

นครราชสีมา ปราจีนบุรี

2

11

182

ลพบุรี

1

12

181

กาญจนบุรี

1

13

180

เชียงใหม่ ราชบุรี

2

14

179

จันทบุรี เพชรบุรี

2

15

176

สงขลา สิงห์บุรี

2

16

175

ตรัง

1

17

174

นครศรีธรรมราช อ่างทอง

2

18

173

ชุมพร พัทลุง เลย สตูล สระแก้ว

5

19

172

ประจวบคีรีขันธ์ ยะลา สมุทรสงคราม สุราษฎร์ธานี

4

20

171

นราธิวาส อุดรธานี อุบลราชธานี

3

21

170

นครนายก ปัตตานี

2

22

169

ตราด ลำพูน หนองคาย

3

23

168

กำแพงเพชร อุทัยธานี

2

24

167

กาฬสินธุ์ ขอนแก่น ชัยนาท สุพรรณบุรี

4

25

166

เชียงราย นครสวรรค์ บุรีรัมย์ เพชรบูรณ์ ยโสธร ร้อยเอ็ด สกลนคร

7

26

165

ชัยภูมิ มุกดาหาร ลำปาง สุโขทัย หนองบัวลำภู

5

27

164

นครพนม

1

28

163

พิจิตร พิษณุโลก แพร่ มหาสารคาม แม่ฮ่องสอน อำนาจเจริญ อุตรดิษถ์

7

29

162

ตาก สุรินทร์

2

30

161

น่าน

1

31

160

ศรีสะเกษ

1

32

159

พะเยา

1

 

 

 

76

 

จะเห็นว่าอัตราค่าจ้างมีทั้งหมด 32 อัตรา สูงสุด 221 บาท ต่ำสุด 159 บาท ช่วงกว้างที่สุดแตกต่างกัน 62 บาท หากดูอัตราค่าจ้างต่ำสุดไล่ขึ้นไป 26 ขั้น แต่ละขั้นต่างกัน 1 บาท

 

ประเด็นที่อยากชวนให้วิเคราะห์มีดังต่อไปนี้

ภาระค่าใช้จ่ายในหนึ่งเดือน สมมติว่าประกอบด้วยค่าที่พัก และค่าอาหาร โดยยังไม่รวมเครื่องนุ่งห่ม และการรักษาพยาบาล

?       ค่าเช่าบ้าน 2,000 บาท

?       ค่าอาหารวันละ 100 บาท (เดือนละ 3,100 บาท)

?       ค่าน้ำ-ค่าไฟ ฟรีตามนโยบาย

?       ค่ารถเมล์ ฟรีตามนโยบาย

?       รักษาพยาบาลตามนโยบายประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือ ประกันสังคม

 

ถ้าคิดเพียงเท่านี้ ค่าใช้จ่ายต่อเดือนก็ประมาณ 5,100 บาท หากปัดเศษออกง่ายๆเหลือ 5,000 บาท จะเห็นว่ามีเพียงจังหวัดที่มีค่าแรงขั้นต่ำ 186 บาทขึ้นไปเท่านั้นที่จะมีรายได้เพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายต่อเดือน 5,000 บาท มีเพียง 13 จังหวัด ตั้งแต่ภูเก็ตลงมาถึงพังงา (ขั้นที่ 1-7) โดยค่าแรงในทุกขั้นแทบจะไม่มีเงินเหลือเก็บ (ดูการคำนวณในตารางข้างล่างนี้เพิ่มเติม)

 

ขั้นที่

อัตราค่าจ้างขั้นต่ำ (บาท)

คำนวณ

ค่าจ้าง/เดือน

1

221

221 x 27

5,967

2

215

215 x 27

5,805

3

196

196 x 27

5,292

4

193

193 x 27

5,211

5

190

190 x 27

5,130

6

189

189 x 27

5,103

7

186

186 x 27

5,022

:

:

:

:

32

159

159 x 27

4,293

เป้าหมาย

300

300 x 27

8,100

 

จากตัวอย่างที่ยกมานี้ คงจะเห็นตรงกันว่าด้วยอัตราค่าแรงขั้นต่ำไม่ว่าจะได้รับในอัตราใด แรงงานคงไม่สามารถจะอยู่อย่างมีคุณภาพชีวิตได้เลย ดังนั้นในความเป็นจริงคนงานส่วนใหญ่จึงต้องทำงานนอกเวลาเสมอ เพื่อให้ได้รับค่าจ้างมากที่สุดเท่าที่จะมีช่องทางให้ทำได้ ทำให้เกิดปัญหาตามมาทั้งการมีเวลาดูแลเลี้ยงดูลูกหลาน และปัญหาสุขภาพร่างกายที่เกิดจากการทำงาน

 

หากตั้ง “เป้าหมาย” ไว้ว่าควรปรับค่าแรงขั้นต่ำเป็น 300 บาท ทั่วประเทศ ด้วยค่าแรงต่อเดือน 8,100 บาท ดูเหมือนว่าน่าจะเป็น “ความหวัง” ของแรงงานที่จะลืมตาอ้าปากได้เสียที หากรัฐบาลทำได้จริงตามที่บอกไว้ แต่เชื่อว่าจะเกิดการปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ทั้งในส่วนของผู้ประกอบการ และแม้กระทั่งตัวผู้ใช้แรงงานเอง เป็นไปได้มากว่าต่อไปคนงานที่ไม่มีคุณภาพก็คงหางานทำยากขึ้น และนายจ้างเองอาจปรับจำนวนคนงานให้เหลือที่มีคุณภาพจริงๆเท่านั้น

 

อันที่จริงแล้วการจ่ายค่าตอบแทนการทำงานแก่คนงานนั้น ไม่น่าจะต้องมีการกำหนดเป็นอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเลย หากแต่ควรจะเกิดจากอุปสงค์และอุปทาน (Demand and Supply) ซึ่งได้แก่จำนวนและคุณภาพของแรงงาน และความต้องการแรงงานของภาคอุตสาหกรรม ซึ่งหากแรงงานหายาก อัตราค่าจ้างควรจะสูง และหากแรงงานไม่มีคุณภาพผู้ประกอบการอาจให้ค่าแรงในอัตราที่ค่อนข้างต่ำ แต่เมื่อ “อำนาจต่อรอง” ดังกล่าวไม่อยู่สภาพที่จะส่งผลให้เกิดการต่อรองที่เป็นไปตามธรรมชาติได้ จึงจำเป็นต้องมีการกำหนด “อัตราค่าจ้างขั้นต่ำ” ขึ้น

 

ผมอยากจะเชิญชวนผู้ประกอบการให้เริ่มขยับตัวก่อน โดยการกลับมาตรวจสอบดูว่า “โครงสร้างต้นทุนการผลิต” ของกิจการเป็นอย่างไร แท้ที่จริงแล้วค่าแรงงานสำหรับกิจการของท่านคิดเป็น “อัตราส่วน” เท่าใดใน “ต้นทุนการผลิต” และควรปรับเปลี่ยน “สัดส่วน” ดังกล่าวโดยให้น้ำหนักกับค่าแรงงานในลักษณะที่ช่วยให้เขาดำรงชีวิตอยู่ได้ พร้อมๆกันไป ก็ช่วยให้คนงานนั้นเพิ่มขีดความสามารถให้สามารถทำงานโดยมีประสิทธิผล (Productivity) (อาจพิจารณาให้มีการฝึกอบรมแรงงานควบคู่กันไปด้วย) โดยคนงานเองน่าจะมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และในขณะเดียวกันก็จะส่งผลดีต่อกิจการในระยะยาว

 

ผมเชื่อว่าไม่ว่าระดับประเทศ หรือระดับกิจการ ล้วนแล้วแต่ต้องบริหารจัดการทรัพยากรที่มีอยู่ให้สอดคล้อง เหมาะสม และตอบสนองผู้ที่เกี่ยวข้องกลุ่มต่างๆอย่างเป็นธรรม เป้าหมายในระดับกิจการนั้น คนงานต้องมีคุณภาพชีวิตที่ดี กิจการเกิดผลกำไรและอยู่รอดได้เพื่อให้เกิดแรงจูงใจในการดำเนินธุรกิจแล้วได้รับผลตอบแทนในระดับที่พอสมควร

 

หากกิจการปรับวิธีคิด วิธีบริหารงาน และทบทวนการกระจายทรัพยากรในองค์กรโดยหาจุดสมดุลลงตัวให้ได้ ยกตัวอย่าง เช่น

 

สมมติว่าค่าจ้างเฉลี่ยต่อคน (รวมค่าจ้างการทำงานล่วงเวลาซึ่งคิดค่าแรงเท่าครึ่ง สองเท่าและสามเท่า) = 500 บาท x 31 วัน x 50 คน = 775,000 บาท (อัตราเฉลี่ย 500 บาทที่ยกตัวอย่างนั้นอันที่จริงมาจากอัตราค่าจ้างที่ต่ำกว่า 500 บาท แต่เนื่องจากต้องคูณตัวคูณ เท่าครึ่ง สองเท่า และสามเท่า สำหรับการทำงานล่วงเวลา)

 

แต่หากเราปรับค่าจ้างและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ค่าจ้างเฉลี่ยอาจสูงขึ้นเป็น = 600 บาท x 27 วัน x 50 คน = 810,000 บาท (เพิ่มขึ้น 35,000 บาท) แต่คนงานไม่ต้องทำงานนอกเวลา (จึงใช้จำนวนวันเท่ากับ 27 วัน) คนงานมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น แม้นายจ้างมีภาระค่าจ้างเพิ่มขึ้น แต่ก็อาจลดเปอร์เซ็นต์การสูญเสียระหว่างการผลิต ใช้เวลาผลิตน้อยลง ประหยัดค่าไฟฟ้า ค่าน้ำมันเชื้อเพลิงในจำนวนเงินเท่าๆกัหรือมากกว่าจำนวนเงินที่ต้องจ่ายเป็นค่าจ้างเพิ่มขึ้นดังกล่าวก็ได้ เป็นต้น

 

หากทำได้อย่างตัวอย่างที่ว่าจริง เราอาจไม่ต้องรอรัฐบาล ไม่ต้องรอให้ใครมาชี้ว่าค่าจ้างต้อง 300 บาท หรือควรจะเป็นเท่าไร และคำว่า “อัตราค่าจ้างขั้นต่ำ” อาจจะกลายเป็นคำที่ไม่มีความหมายสำหรับเราอีกต่อไปก็ได้ ใครจะรู้

วิโรจน์ เฉลิมรัตนา

วันที่ ๒ กันยายน ๒๕๕๔

virojch@yahoo.com

Member
46 ศิษย์เก่า และ 13 บุคคลทั่วไป