"สำนักงานศิษย์เก่าสัมพันธ์ มธ." ได้เปลี่ยนชื่อเป็น "สำนักงานธรรมศาสตร์สัมพันธ์" ตามข้อบังคับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ว่าด้วยการจัดตั้งและการแบ่งส่วนงานของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พ.ศ.2559
การบัญชีต้นทุนอย่างง่าย (ตอน ๑)


?        ทำไมบางกิจการต้องหยุดดำเนินธุรกิจทั้งที่ขายดี

?        ดูจากยอดขายเมื่อบวกลบตัวเลขดูก็รู้สึกว่ากิจการน่าจะมีกำไร แต่ทำไมกลับพบว่าเกิดผลขาดทุน

?        ไม่แน่ใจว่ากิจการตั้ง ราคาขาย ไว้เหมาะสมหรือไม่

 

คำถามและข้อสงสัยข้างต้นนี้ จะไม่มีคำตอบหากกิจการไม่จัดทำ การบัญชีต้นทุน

 

ปัจจัยสำคัญข้อหนึ่งสำหรับกิจการไม่ว่าขนาดเล็กไปจนถึงใหญ่ คือ ธุรกิจนั้นต้องมีผลกำไรเพียงพอที่จะนำมาหล่อเลี้ยงให้กิจการดำเนินต่อไปได้อย่างต่อเนื่อง จึงหนีไม่พ้นที่กิจการต้องรู้จักการทำบัญชีต้นทุนเพื่อให้สามารถวางแผน ควบคุม และตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง

 

เราอาจคุ้นเคยกับคำว่า บัญชีการเงิน ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับการจัดทำงบการเงินตามมาตรฐานการบัญชี และได้งบการเงินมาเพื่อเป็นข้อมูลแก่เจ้าของกิจการ ผู้ถือหุ้น เจ้าหนี้ สถาบันการเงิน หน่วยราชการ

 

แต่มีอีกคำหนึ่งคือ บัญชีต้นทุน ซึ่งเป็นกระบวนการเก็บข้อมูลทางบัญชีในอีกลักษณะหนึ่ง บัญชีการเงิน อาจมีข้อมูลไม่เพียงพอที่จะนำมาใช้ในการบริหารจัดการซึ่งประกอบด้วย (๑) เพื่อวางแผน (๒) เพื่อประเมินผล และ (๓) เพื่อการควบคุม ฝ่ายบริหารจึงควรให้ความสำคัญกับการจัดเก็บข้อมูลบางอย่างนอกเหนือไปจากการจัดทำงบการเงินโดยทั่วไป ทำให้เกิด บัญชีการจัดการ (Management Accounting) และพัฒนามาเป็น การบัญชีต้นทุน ที่เน้นตัวเลขที่เฉพาะเจาะจงมากยิ่งขึ้น

 

กิจการที่ต้องทำบัญชีต้นทุนนั้น ไม่เว้นตั้งแต่ กิจการซื้อมาขายไป กิจการผลิตสินค้า กิจการบริการ โรงแรม ร้านอาหาร แม้กระทั่งกิจการขนาดเล็กๆก็อาจต้องการทราบต้นทุนสินค้าของตน เพื่อให้แน่ใจว่า ราคาขายที่กำหนดนั้น เหมาะสมและมีกำไรขั้นต้นพอที่จะนำมาจ่าย ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารที่บางครั้งเป็นค่าใช้จ่ายคงที่ และเป็นตัวทำให้กิจการเกิดผล ขาดทุน

 

กิจการซื้อมาขายไป

โครงสร้างต้นทุนของกิจการซื้อมาขายไป ว่ากันแบบง่ายๆ คือ ราคาที่ซื้อมา ค่าภาษีศุลกากร ค่าภาษีอื่น ค่าขนส่ง และค่าใช้จ่ายอื่นๆเพื่อให้ได้สินค้านั้นมา

 

ต้นทุนสินค้าของกิจการซื้อมาขายไปนั้น มีโครงสร้างที่ง่ายกว่า กิจการผลิตสินค้า กิจการอาจรวบรวมต้นทุนสินค้าได้ไม่ยาก แต่ในกิจการผลิตสินค้านั้น มีทั้ง ต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับการผลิต และ ต้นทุนที่ไม่เกี่ยวข้องกับการผลิต ซึ่งกิจการต้องกำหนดรูปแบบว่า จะถืออะไรเป็นต้นทุนบ้าง ซึ่งต้องใช้การคิดวิเคราะห์เพื่อให้รูปแบบที่กำหนดนั้นสามารถสะท้อน ต้นทุนที่แท้จริง ของกิจการได้อย่างครบถ้วน เที่ยงตรง

 

วิธีการเก็บต้นทุนของสินค้าในกิจการซื้อมาขายไป ประกอบด้วย

1.               กิจการต้องกำหนดนโยบายการบัญชีเกี่ยวกับการคำนวณต้นทุนสินค้าว่าจะใช้วิธีการใด เช่น คำนวณโดยวิธีเข้าก่อน-ออกก่อน หรือ วิธีถัวเฉลี่ย เป็นต้น  

2.               จัดทำใบรวบรวมต้นทุน “Cost Sheet” ซึ่งรวบรวมราคาสินค้าที่ซื้อมา และค่าใช้จ่ายอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับการซื้อเข้าไว้ด้วยกัน เพื่อให้สะท้อน ต้นทุนสินค้า ที่ครบถ้วนและเที่ยงตรง

3.               คำนวณหาต้นทุนสินค้าต่อหน่วย เพื่อที่เมื่อกิจการ ขายสินค้า ออกไป จะตัดยอดสินค้าคงเหลือ และบันทึก ต้นทุนสินค้าที่ขาย ได้ทันที

4.               หากใช้วิธีคำนวณต้นทุนด้วยวิธีเข้าก่อน-ออกก่อน การบันทึกต้นทุนสินค้าที่ขาย จะบันทึกด้วยราคาที่ซื้อมาครั้งก่อนหน้าสุด แล้วทยอยไล่ต้นทุนสินค้าต่อหน่วยมายังสินค้า Lot ต่อๆมาจนถึงราคาล่าสุด

5.               หากใช้วิธีคำนวณต้นทุนด้วยวิธีถัวเฉลี่ย จะมีการคำนวณต้นทุนสินค้าต่อหน่วยใหม่ทุกครั้งที่ซื้อสินค้า Lot ใหม่ โดยนำราคาสินค้าของ Lot เดิมมาถัวเฉลี่ยกับราคาสินค้า Lot ใหม่ ได้ราคาสินค้าถัวเฉลี่ยใหม่ และเมื่อขายสินค้าออกไป จะบันทึกต้นทุนสินค้าที่ขายโดยใช้ราคาที่ถัวเฉลี่ยใหม่นั้นในการคำนวณต้นทุน

 

ตัวอย่าง กิจการคำนวณสินค้าตามวิธีเข้าก่อน-ออกก่อน

กิจการซื้อสินค้ามา 2 ครั้ง

ครั้งที่หนึ่ง ซื้อมา 20 หน่วยๆละ 100 บาท

ครั้งที่สองซื้อมา 30 หน่วยๆละ 110 บาท

 

การบันทึกราคาสินค้าจะต้องเก็บข้อมูลตาม Lot ที่ซื้อมา คือ

สินค้าคงเหลือ 50 หน่วย มี 20 หน่วย ราคา @ 100 = 2,000 บาท อีก 30 หน่วย ราคา @ 110 = 3,300 บาท รวมมีสินค้าคงเหลือ 5,300 บาท

 

เมื่อขายสินค้า สมมติว่าขาย 30 หน่วย คำนวณต้นทุนสินค้าที่ขายได้ดังนี้

ขาย 20 หน่วย จาก Lot แรก ราคา @ 100 = 2,000 บาท

ขาย 10 หน่วย จาก Lot ที่สอง ราคา @ 110 = 1,100 บาท

รวมต้นทุนสินค้าที่ขาย = 3,100 บาท

 

ตัวอย่างเดียวกัน แต่กิจการใช้วิธีคำนวณแบบถัวเฉลี่ย

การบันทึกราคาสินค้า

รับสินค้า 20 หน่วย ราคา @ 100 = 2,000 บาท

รับสินค้าครั้งที่สองอีก 30 หน่วย ราคา @ 110 = 3,300 บาท รวมราคาสินค้าทั้งสอง Lot = 5,300 บาท

คำนวณหาราคาต่อหน่วยโดยนำ 5,300 หารด้วย 50 หน่วย ได้ราคา @ 106 บาท

 

เมื่อขายสินค้า 30 หน่วย คำนวณต้นทุนสินค้าที่ขายได้ดังนี้

ขาย 30 หน่วย @ 106 = 3,180 บาท

ต้นทุนสินค้าที่ขาย = 3,180 บาท

 

ในตัวอย่างเดียวกัน แต่ใช้วิธีการคำนวณต้นทุนสินค้าคนละแบบ ผลลัพธ์การคิดต้นทุนสินค้าที่ขายจะต่างกัน = 80 บาท โดยในกรณีนี้วิธีเข้าก่อน-ออกก่อนมีต้นทุนสินค้าที่ขายครั้งนี้ถูกกว่าวิธีถัวเฉลี่ย (ไม่แน่นอนว่าวิธีเข้าก่อน-ออกก่อนจะได้ต้นทุนสินค้าที่ต่ำกว่าเสมอ เพราะขึ้นอยู่กับราคาแต่ละครั้งที่ซื้อ)

 

เกิดคำถามตามมาคือ แล้วควรเลือกใช้วิธีการไหนในการคำนวณต้นทุน?

 

การคำนวณโดยใช้วิธีเข้าก่อน-ออกก่อนนั้น เหมาะกับสินค้าที่มีลักษณะของราคาแตกต่างกันชัดเจนในแต่ละ Lot ที่ซื้อสินค้า เช่น ราคาอาจมีความผันผวนและเฉพาะเจาะจงในการสั่งซื้อแต่ละครั้ง การคำนวณต้นทุนโดยวิธีนี้ จึงเหมาะกับ สินค้าที่เราต้องการระบุราคาที่ซื้อมาเรียงลำดับไปเพื่อสะท้อนตัวสินค้าที่เรามักจะนำสินค้าที่ซื้อมาก่อนขายออกไปก่อน

 

อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่า ถ้าในความเป็นจริงหากเรานำสินค้าที่ซื้อมาทีหลังขายออกไปก่อนเราจะต้องใช้ราคาของสินค้า Lot นั้นในการคำนวณ เพราะหากทำเช่นนั้น จะเรียกว่า วิธีการคำนวณต้นทุนแบบเฉพาะเจาะจง (ซึ่งไม่ใช่วิธีเข้าก่อน-ออกก่อน)

 

การคำนวณต้นทุนสินค้าแบบเข้าก่อน-ออกก่อน ในทางปฏิบัติไม่ได้หมายถึงว่าเราจำเป็นต้องระบุ Lot ของสินค้าในทางกายภาพ (Physical) แต่อย่างใด การใช้ราคาที่เข้ามาก่อนในการคำนวณนี้ เป็นเพียงวิธีการทางบัญชีที่เป็นฐานทำให้ ต้นทุนสินค้าที่ขาย ที่คำนวณได้สะท้อนราคาก่อนหลัง และทำให้การรับรู้ต้นทุนสินค้าที่ขาย (ซึ่งก็คือการรับรู้ว่ากำไรมากหรือน้อย) นั้นสอดคล้องกับลักษณะการขึ้นลงของราคาสินค้าที่ซื้อมานั่นเอง

 

ส่วนวิธีการคำนวณแบบถัวเฉลี่ยนั้น เหมาะที่จะใช้กับสินค้าที่มีราคาซื้อแต่ละครั้งไม่แตกต่างกันมาก ส่วนมากใช้กับสินค้าอุปโภคบริโภคที่เป็นลักษณะ Mass Product คือมีการสั่งซื้อสินค้าครั้งละมากๆ และการปรับราคาซื้อจากผู้ค้าส่ง ไม่ผันผวน การถัวเฉลี่ยราคาจึงสะท้อนต้นทุนโดยรวมในแต่ละช่วงของเวลา และสะดวกในการเก็บข้อมูลราคาต่อหน่วย ที่ไม่ต้องเก็บเป็น Lot แต่ถัวเฉลี่ยราคาใหม่ทุกครั้งที่ซื้อสินค้าครั้งใหม่ และมีราคาต่อหน่วยเพียงราคาเดียวในแต่ละช่วงของเวลา ทำให้ง่ายต่อการเก็บข้อมูลและการคำนวณต้นทุนสินค้าที่ขาย

 

วิโรจน์ เฉลิมรัตนา

วันที่ ๓๐ สิงหาคม ๒๕๕๓

virojch@yahoo.com

Member
46 ศิษย์เก่า และ 13 บุคคลทั่วไป