"สำนักงานศิษย์เก่าสัมพันธ์ มธ." ได้เปลี่ยนชื่อเป็น "สำนักงานธรรมศาสตร์สัมพันธ์" ตามข้อบังคับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ว่าด้วยการจัดตั้งและการแบ่งส่วนงานของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พ.ศ.2559
อย่าเป็นทาสตัณหา โดย ก. เขาสวนหลวง (2)
แต่ถ้าสตินี้มันยังไม่มั่นคงคือว่ามันอยู่บ้างไปบ้าง ที่เรียกว่าเผลอเพลิน
นี่ต้องฝึกซ้อม ต้องเฝ้าสังเกตอย่างใกล้ชิดทีเดียว
จึงจะเป็นการระงับดับนิวรณ์ได้
สตินี้ก็เป็นเครื่องกั้นไว้ไม่ให้มันไหลไปตามอารมณ์ได้
หรือไม่ให้อารมณ์นั้นผ่านเข้ามาปรุงจิตได้
อย่างนี้เป็นงานที่ต้องสังเกต
และเป็นของประณีตมันจะรู้ความจริงได้ภายในตัวเองว่า
การที่จะขจัดอาสวกิเลสที่เป็นประเภทของนิวรณ์ เป็นขั้นกลาง
จะต้องทำการพิจารณาศึกษาอย่างไร
จึงจะเป็นการชำระจิตให้ว่างจากนิวรณ์ได้
แล้วก็ต้องมีการสนใจเป็นพิเศษ
เหมือนกับว่าเราจะต้องหัดเป็นหมอเสียเอง
แล้วก็ตรวจโรคได้เองโดยไม่ต้องให้ใครมาตรวจให้
เพราะว่าใครจะตรวจให้ก็ไม่ได้
เพราะเป็นความรู้สึกของจิตใจ
ที่ถูกนิวรณ์ประเภทไหนครอบคลุมเข้า ก็ต้องรู้เสียเถิดว่าเชื้อโรคมันเข้ามาแล้ว
และจะต้องวางยาอย่างไร คือการเพ่งดู เพื่อจะทำลายเชื่อโรคได้อย่างไร
ถ้ามีสติเป็นเครื่องกั้นได้ เชื้อโรคนั่นก็สลายตัวไป
แต่ถ้าสติกั้นไม่อยู่แล้ว เชื่อโรคมันก็เข้ามาห่อหุ้มใจ
นี่ต้องสังเกตให้มาก จึงจะอารักขาจิตอยู่ในความสงบได้
ตามระยะเวลาของสติที่มีการอารักขา
แต่ความเผลอความเพลินนี่มันจะต้องมีบ้าง
ต้องฝึกไปนานๆ จึงจะได้
ไม่ใช่ว่าทำทีเดียวแล้วก็ได้แล้ว หรือรู้หมด ไม่ใช่แบบนั้น
เพราะว่ามันต้องซ้ำซาก

โดยคุณ : boontisa เมื่อ ๒๕ เม.ย. ๒๕๕๑  

ความเห็นที่ 1
ที่พระพุทธเจ้าทรงเปรียบเหมือนการสวมบังเหียนของม้าในระยะที่ต้องทำการฝึก
แล้วฝึกอีกซ้ำซากมาก
จนกว่าจะสวมบังเหียนได้
ครั้นเมื่อสวมบังเหียนได้แล้ว
พยศต่างๆ จะค่อยเสื่อมไป
แล้วก็ต้องรับการฝึกม้าชนิดที่ต้องเทียมแอก
กว่าจะเทียมแอกได้นี้ก็ไม่ใช่ของง่ายอีกเหมือนกัน
ต้องฝึกซ้ำแล้วซ้ำอีกจนกว่าพยศของความเป็นป่าเถื่อนนั่นจะค่อยๆ คลายไปๆ
ดังนั้นการฝึกในขั้นต้นนี้ต้องฝึกให้ได้ก่อน
คือว่า การสวมบังเหียน ต้องให้จิตนี้อยู่ในความบังคับของสติ
เพราะว่าการสวมบังเหียนนี่ไม่ใช่ของง่าย
แต่ว่ามันต้องฝึกชนิดที่ต้องอดทน ต้องพยายามสังเกต และอดทนต่อสู้อะไรบ้าง
แม้ว่าบางทีก็ไม่ต้องใช้อะไรรุนแรง เป็นแต่เพียงสังเกตดูซ้ำๆ
แล้วก็ป้องกัน อย่าไปคิดไปปรุงอะไรมาเป็นเรื่องเป็นราวก็แล้วกัน
ถ้าสังเกตอยู่ในลักษณะที่ทรงตัวได้เป็นปรกติ วางเฉยได้มาก
ก็นับว่าม้าตัวนี้จะค่อยรู้จักสวมบังเหียนได้
แต่ถึงอย่างนั้นก็ไว้ใจไม่ได้
เพราะว่ามันยังจะมีความคดโกงอะไรเกิดขึ้น
มีพยศอะไรเกิดขึ้น หรือว่ามีนิวรณ์ประเภทไหนเข้ามาครอบงำได้
เพราะฉะนั้นเราจะต้องสังเกตดูอย่างใกล้ชิด
เพื่อจะจับความมีมายาของอารมณ์ หรือความรู้สึกที่มันเป็นอาสวะอยู่ในด้านในนี้
ที่มันไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรของการมีอารมณ์ต่างๆ เข้ามารบกวน
แล้วก็ทำให้ไหวตัวไปกับอารมณ์อย่างนั้นอย่างนี้
จนกระทั่งมีการเพลิดเพลินไป

โดย boontisa [ ๒๕ เม.ย. ๒๕๕๑ ]

ความเห็นที่ 2
การอบรมจิตมันเป็นงานที่ประณีต
ที่จะต้องพินิจพิจารณามีการควบคุมศึกษาอยู่แต่ภายในทั้งนั้น
ไม่เกี่ยวกับเรื่องข้างนอก
ถ้ามันออกไปอยู่กับเรื่องข้างนอกแล้วมันจะไม่รู้ว่าเชื้อโรคเกิดขึ้นมาในลักษณะอย่างไร
เช่นกับ ลักษณะของตัณหาที่จะเกิดขึ้นมาในระยะแรก
ถ้าเราไม่ได้พิจารณาควบคุมให้ละเอียดไว้ก่อนแล้ว จะจับไม่ได้
เมื่อจับไม่ได้มันก็เข้ามาปรุงจิตจนกระทั่งดิ้นรนกระวนกระวายมากขึ้น
แล้วอย่างนี้สติเอาไม่อยู่

โดย boontisa [ ๒๕ เม.ย. ๒๕๕๑ ]

ความเห็นที่ 3
ฉะนั้นเมื่อเริ่มแรกก็ต้องทำเสียก่อน แล้วก็ควบคุมเอาไว้ให้ได้
ทั้งนี้ก็เป็นเครื่องอ่านอยู่ในตัวเองเสร็จทีเดียว
มันจะรู้เรื่องอะไรขึ้นมา ดีชั่วก็ต้องคอยตัดรอน
คือว่าดับไฟแต่ต้นมือเอาไว้
ทำให้คุ้นเคยอยู่ทุกอิริยาบถไป
เพราะเหตุนี้การดับทุกข์ดับกิเลสจะไม่ลำบาก คือว่าไม่ต้องต่อสู้มาก
แล้วขอให้สังเกตดูว่า ถ้าพิจารณาได้ปล่อยวางไปได้เรื่อยๆ
แม้จะมีทุกข์อะไรที่แสบเผ็ดบางครั้ง บางคราวก็อาจจะมี
แต่ก็ต้องมีการเพียรเพ่งพิจารณาให้แยบคาย
การให้รู้แยบคายนี้เป็นของสำคัญในการบำเพ็ญจิตภาวนาเป็นอย่างยิ่ง
เพราะว่าถ้าไม่มีโยนิโสมนสิการะ การทำในใจให้แยบคายแล้ว
สติปัญญาจะไม่เกิด
เพราะฉะนั้นในขั้นอบรมนี้จะต้องใช้โยนิโสมนสิการะประกอบอยู่ทุกขณะไปทั้งหมด
จนไม่ให้จิตนี้มันมีการเผลอเพลิน เป็นการทรงตัวรู้แยบคายอยู่ได้
โดยเฉพาะการรู้แยบคายนี่ มันพูดสอนกันด้วยปากไม่ได้
เพราะว่าเป็นเรื่องที่จะต้องควบคุมจิต
เมื่อมีการพิจารณาประกอบให้รู้แยบคายอยู่เสมอแล้ว
คำที่ “แยบคาย” นี้มันเป็นคำที่รอบรู้อยู่โดยเฉพาะ
เมื่อจะมีอะไรก่อเกิดขึ้นมาอย่างไร ก็รู้แยบคายก็ดับได้ทันที
เพราะฉะนั้นภาษาของจิตใจที่มันอยู่ในลักษณะที่จะต้องรู้แยบคายอย่างนี้
ต้องเป็นข้อสังเกตของตัวเอง
แล้วมันจะได้เกิดสติปัญญาขึ้นมาเรื่อยๆ
ถ้าไม่มีการทำในใจให้แยบคายแล้ว สติปัญญาไม่เกิด
แต่กิเลสนี้มันจะเกิดง่าย
คือว่าความหลงใหลในอารมณ์ที่ยึดถือขึ้นมาในสุขทุกข์เหล่านี้
ล้วนแต่เป็นเครื่องทำให้จิตนี้ไม่มีการทรงตัวเป็นอิสระได้เลย

โดย boontisa [ ๒๕ เม.ย. ๒๕๕๑ ]

ความเห็นที่ 4
เพราะฉะนั้นเรื่องนี้จะต้องอาศัยโยนิโสมนสิการะเป็นส่วนมาก
ถ้าจะพูดเป็นเรื่องการกลั่นกรองก็มีอีกเหมือนกัน
คือเรื่องโยนิโสมนสิการะนี้ เป็นการกลั่นกรองโดยละเอียด
แล้วความรู้สึกภายในจิตใจนี้มันจะเกิดความรู้ความเห็น
ที่เป็นการแจ่มแจ้งขี้นมา
ในความที่จะปลดเปลื้องปล่อยวางความทุกข์ของกิเลสประเภทไหนก็ได้
การดำรงสติให้เป็นเสาเขื่อนไม่เชือนแชไป
มันรวมอยู่ตรงที่สติเป็นเสาเขื่อนหมดแล้ว
เพราะฉะนั้นการที่จะเผลอเพลินไปตามผัสสะ ทางหู ทางตา นี่มันไม่ไปไกล
แต่อยู่ใกล้นี่เอง เพราะว่ามัน เกิดขึ้น แล้วก็ดับไป เกิดขึ้น แล้วก็ดับไป
เกิดขึ้น แล้วก็ดับไป ทุกอารมณ์
ถ้าสตินี่ดำรงอยู่ได้อย่างเดียวแล้ว มันคุ้มครองได้รอบด้าน
แล้วก็มีโอกาสที่จะพิจารณาได้ลึกซึ้งเป็นการรู้เข้าด้านในทีเดียว
เพราะการรู้เห็นของด้านนอกนี้ มันล้วนแต่เป็นเงาฉายของความเป็นของไม่เที่ยง คือเป็นมายาเป็นเรื่องหลอกๆ
ถ้าเราจะดูเข้าข้างในแล้ว ก็ต้องระวัง อย่าให้มันออกไปข้างนอก
ดูรู้อยู่ เห็นอยู่ แล้วก็ปล่อยวาง
ดำรงสติให้มีความเป็นอิสระขึ้นมาให้ได้

โดย boontisa [ ๒๕ เม.ย. ๒๕๕๑ ]

ความเห็นที่ 5
เพราะทุกสิ่งทุกอย่างที่จะเข้ามารบกวนนั้น
ถ้าว่ามันเป็นอิสระได้แล้ว ก็มีชัยชนะ
นี่ขอให้สังเกตดูว่า จิตนี้ที่มันมีเสาเขื่อนได้แล้ว มีชัยชนะรอบด้านเหมือนกัน
แต่ถ้าว่ายังตั้งหลักไม่อยู่ เรียกว่ามันยังโอนเอนหรือยังมีความหวั่นไหวโยกโคลงไป
เพราะอำนาจของตัณหา ต้องมีการเพ่งพิจารณาดับตัณหาเสียให้ได้
หรือจนกระทั่งว่าจะต้องมีการอดทนต่อสู้ขึ้นมาในบางสิ่งบางอย่างก็ต้องทำ
เพราะถ้าหากว่าไม่ทำแล้ว มันข้ามฟากไม่ได้
มันมาอยู่วนๆ เวียนๆ อยู่กับสิ่งนี้คือ สุขทุกข์ ความต้องการอะไร
ความสุขอะไรที่มันเป็นความอยาก ความดิ้นรนกระวนกระวายขึ้นมา
มันรอบข้างเหมือนกัน
เพราะฉะนั้นจึงต้องอดทน และมีการปล่อยวางไป
เมื่อปล่อยวางได้ก็ไม่ต้องอดทนมาก
เพราะว่าอดทนนี้หมายถึงว่าต้องมีการพิจารณา ไม่ใช่อดทนไว้เฉยๆ
ถ้าว่าอดทนเพื่อพิจารณาจะให้มันรู้จริง
ดูทีหรือว่าทุกข์นี้มันจะขนาดไหน
มันจะเสื่อมไหม มันจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรหรือไม่
แล้วก็พยายามดำรงสติให้มั่นคงเอาไว้
นี่จะต้องทำให้มันเป็นของถาวร
ถ้าไม่จริงแล้วมันล้มละลายหมดทีเดียว
เพราะว่าตัณหามันเข้ามาปรุงแล้วมันล้มละลายหมด
ฉะนั้นจะต้องระวังดับตัณหาที่เวทนาให้ได้แล้วเรื่องไม่มาก
ถ้าเราไปเอาเรื่องมากแล้ว จะรวนเรเหหันไปหมด แล้วมันจะฟุ้งซ่านไป

โดย boontisa [ ๒๕ เม.ย. ๒๕๕๑ ]

ความเห็นที่ 6
เพราะฉะนั้น ต้องรวบรวมสติเข้ามา
เข้ามารู้กายรู้จิตอยู่เป็นหลักเสาเขื่อนเอาไว้ให้ได้
ไม่ให้มันไปแวะๆ เวียนๆ ไปเอาอะไรทั้งหมดนี้
เลิกหมด เรื่องความจำ ความคิด เรื่องอดีต อนาคตนี่ต้องตัดให้สั้นไปให้หมด
หรือว่าพอมันจำอะไรขึ้นมาในขณะแรกก็รู้ ดับไป ปล่อยไป
เพราะว่าไม่ต้องการจะไปรู้อย่างอื่น
จะต้องการรู้อยู่โดยเฉพาะจิตซึ่งอยู่ในความปรกติ
วางเฉยให้เป็นหลักฐานมั่นคงเอาไว้ให้ได้
ถ้าเป็นการทำอย่างนี้ได้
กำลังของจิตหรือว่าสติปัญญานี่ มันจะมีการคุ้มครองป้องกันได้เรื่อยไปทีเดียว
แต่ถ้าไปทำอ่อนแอแล้วก็เอาชนะมันไม่ได้ จะต้องพ่ายแพ้ไป
ส่วนการพ่ายแพ้ไปครั้งหนึ่งนั้นต้องสังเกตดูด้วยว่า
กำลังของจิตมันหมดไปทีเดียว มันอ่อนแอไปหมด
แต่ถ้าหากว่าเอาชนะ อดทน โดยมีการปล่อยวางได้
จิตนี้มันจะเป็นอิสระ คือว่ามันมีกำลังขึ้นมาก
มันนึกว่าทุกข์เท่านี้มันไม่มาก
ที่มันปล่อยได้นี่ ก็เพราะนึกว่าน่าจะทดลองกับทุกข์ให้มากไปกว่านี้อีก
เพราะว่าขนาดนี้มันยังไม่เท่าไรหรอก
แต่ก็อย่าประมาทว่ามันเป็นของง่ายเกินไป
ประเดี๋ยวมันจะเกิดอะไรนิดก็จะเอาสุข อะไรหน่อยก็จะเอาสุขขึ้นมาอีก
ก็จะรวนเรเหหันไปหมด
แล้วมันก็เที่ยวแส่ส่ายเที่ยวปรุงคิดไปนอกเรื่องนอกราว

โดย boontisa [ ๒๕ เม.ย. ๒๕๕๑ ]

ความเห็นที่ 7
เพราะฉะนั้นต้องระวังสำรวมเอาไว้ก่อนเสมอ
เพราะถ้ามันผิดไปแล้วมันกลับยาก เอาชนะยาก
เราก็จะต้องสังเกตรู้ได้
ฉะนั้นขณะที่ว่าง วางเฉยอยู่นี่ ต้องคุ้มครองเอาไว้ให้ดี ประคับประคองเอาไว้ด้วย
อย่าให้เที่ยวแส่เที่ยวส่ายไป
ทั้งทุกข์อะไรที่จะเกิดขึ้นมาในระหว่าง
ก็พิจารณาโดยความเป็นทุกข์ของสภาวะไม่ใช่เป็นทุกข์ของเรา
เพราะฉะนั้นจะต้องพิจารณาซ้ำซากอยู่กับเรื่องนี้ให้มากๆ
แล้วก็จะเป็นเครื่องอ่านตัวเองออก เป็นการดับทุกข์ได้ และดับตัณหาได้
แล้วจิตนี้มันจะได้มีความสงบมีความว่าง ที่เป็นเครื่องอ่านตัวเองได้ตามสมควร
*** จบ ***

โดย boontisa [ ๒๕ เม.ย. ๒๕๕๑ ]

Member
46 ศิษย์เก่า และ 13 บุคคลทั่วไป