"สำนักงานศิษย์เก่าสัมพันธ์ มธ." ได้เปลี่ยนชื่อเป็น "สำนักงานธรรมศาสตร์สัมพันธ์" ตามข้อบังคับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ว่าด้วยการจัดตั้งและการแบ่งส่วนงานของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พ.ศ.2559
ธรรมเทศนาของหลวงปู่สิม (2)
ในช่วงนี้ระยะนี้เรายังมีชีวิตอยู่
ยังมีจิตมีใจภาวนาพุทโธได้อยู่
ภาวนามรณกรรมฐานได้อยู่
จงพากันรีบเร่ง ตั้งอกตั้งใจ อย่าประมาทมัวเมา
ให้ภาวนาทำความเพียร ละกิเลสจนกระทั่งสู้กับกิเลสในหัวใจของตัวเองได้
ถึงขั้นละกิเลส ความโกรธหมดไปได้
ละกิเลสความโลภได้ ละกิเลสความหลงได้
นั่นแหละจึงชื่อว่าผู้ภาวนาอย่างแท้จริง
ถ้ายังไม่ถึงการละกิเลส ก็ยังไม่จริงทั้งนั้นแหละ
ยังไม่พอ มันเล็กๆ น้อยๆ
อย่าไปเลือกกาลเลือกเวลา
ถ้าจะมาภาวนาแค่เวลาฟังธรรมนี้ยังไม่พอ
จิตใจจะเต็มเปี่ยมในบุญบารมีได้ จะต้องทำทุกขณะทุกเวลา
จนจิตที่พลั้งเผลอมัวเมาไปตามกิเลสทั้งหลายนั้นดับไปหมดไป
ยังเหลือแต่จิตเจริญธรรมกรรมฐาน สมถภาวนา วิปัสสนาภาวนา
อยู่เนืองนิจติดต่อกันไป จนถึงได้กำลังความสามารถอาจหาญเต็มที่
มรรคสมังคีก็จะประหารกิเลสมาร และสังขารมารภายในจิตใจนั้นได้อย่างเด็ดขาด
กิเลสราคะ โทสะ โมหะก็จะดับไปหมดไปสิ้นไป

โดยคุณ : boontisa เมื่อ 15 ต.ค. 2551 : 010:54:26  

ความเห็นที่ 1
ใจไม่มีรูปร่างสีสัณฐานอะไร
มีความรู้จัก รู้จริง รู้แจ้งอยู่ภายในจิตใจนี้
รู้ที่ไหนตั้งใจลงไปที่นั้น
มีความเพียรเพ่งอยู่ มีสติระลึกได้อยู่
มีสมาธิจิตตั้งมั่นอยุ่ภายในจิตใจนี้
สิ่งอื่นใดนอกจากดวงจิตดวงใจดวงนี้ออกไป ไม่เที่ยงแท้แน่นอน มีความไม่เที่ยงอยู่เสมอ
ภายในรูปนามกายใจนี้ รูปนามนี้เต็มไปด้วยก้อนทุกข์ เต็มไปด้วยกองทุกข์
ตั้งแต่เกิดจนแก่ ตั้งแต่แก่จนตาย ตายแล้วก็กลับมาเกิดอีก
วนเวียนอยู่อย่างนี้
นี่แหละชาติความเกิดเป็นทุกข์ มันทุกข์อย่างนี้แหละ
ความทุกข์ความลำบากรำคาญ มันมาจากจิตใจไม่รู้แจ้งในกองทุกข์
มายึดเอาถือเอาในกองทุกข์อันนี้ว่า เป็นเรา เป็นของๆ เรา
ก็เป็นทุกข์อยู่ในหัวใจอย่างนี้
สัพเพ ธมฺมา อนตฺตา ธรรมทั้งหลายทั้งปวงเป็นอนัตตา
ความรู้ ความเห็น ความเข้าใจใดๆ ทั้งหมดในจิตใจนั้น อย่าได้หลงไปยึดเอาถือเอา
ให้เห็นว่ารูปนามกายใจนี้ ไม่ใช่ตัวตนของเรา
ตัวเราของเราเพราะความหลงต่างหาก
เมื่อจิตไม่หลง จิตรู้แจ้งรู้จริงอยู่ในดวงจิตดวงใจ
ก็มีความสงบตั้งมั่นอยู่ภายในจิตใจอันนี้ได้
เมื่อจิตใจอันมีความสงบตั้งมั่นอยู่ ก็ย่อมคลายกิเลสออกไป ถอนกิเลสออกไปจากจิตใจ
เมื่อถอนกิเลสละกิเลสออกจากจิตใจได้ ใจดวงนี้ก็แจ้งสว่างไสว
ไม่หวั่นไหวสั่นสะเทือนตามอำนาจกิเลสใดๆ ทั้งนั้น
เรียกว่าภาวนาละกิเลส ละแล้วก็ละอีก ถอนแล้วก็ถอนอีก ปล่อยแล้วก็ปล่อยอีก
วางแล้วก็วางอีก จนกระทั่งเอาถึงความหลุดพ้น

โดย boontisa [ 15 ต.ค. 2551 : 010:58:07 ]

ความเห็นที่ 2
ให้เราทุกคนนั่นแหละฝึกตรวจใจของเราเอง
อย่าให้จิตใจของเราท้อแท้อ่อนแอในการประพฤติปฎิบัติ
ธรรมดาคนเราจะประพฤติดีปฏิบัติชอบนั้น
ท่านเปรียบอย่างว่าเราขึ้นภูเขา
อันการขึ้นภูเขานั้นเป็นของลำบาก
วันนี้เราท่านทั้งหลายได้พากันมาขึ้นเขาถ้ำผาปล่อง
ก็จะเห็นแล้วว่าความทุกข์ความลำบากของรูปขันธ์เป็นอย่างไร
ถ้าเราอยู่ธรรมดาไปรถไปเรือก็ไม่เห็นว่าร่างกายของเราเหน็ดเหนื่อยเมื่อยหิว
ถ้าเรามาขึ้นเขาขึ้นดอยก็จะเห็นว่าการขึ้นภูเขานี้มันลำบากอย่างนี้
แต่แท้ที่จริงคือว่าขันธ์ทั้งห้าของเรานี้แหละมันเป็นทุกข์
พระพุทธเจ้าพระองค์ทรงตรัสไว้ว่า
ภราหเว ปัญจะขันธา ขันธ์ทั้งห้าเป็นภาระอันหนัก
ภาราหะโว จะปุคคโล เมื่อบุคคลผู้ใดมายึดถือในขันธ์ทั้งห้าจะเป็นทุกข์ในโลก
ถ้าผู้ใดวางเสีย ไม่ยึดมั่นถือมั่นในตัวในตน ในสัตว์ในบุคคล ในเราในของๆ เราแล้ว
จิตใจของผู้นั้นจะเยือกเย็นสบาย ไม่มีความทุกข์ร้อนประการใด
อันการภาวนาทำความเพียรละกิเลสในหัวใจนี้
ถ้าเราไม่ตั้งจิตตั้งใจให้ดีแล้ว ก็มักจะมองเห็นว่าเป็นเรื่องยุ่งยากลำบากรำคาญ
แต่ถ้ามาคิดอ่านพิจารณาให้ดีแล้ว
การนั่งสมาธิภาวนานี้เป็นของง่าย คือไม่ต้องไปจ่ายตลาดเหมือนอย่างวัตถุข้าวของภายนอก
เราอยู่ที่บ้านก็ภาวนาได้ ไปจำศีลที่วัดก็ภาวนาได้
เรายืนอยู่ก็ภาวนาได้ เดินอยู่ก็ภาวนาพุทโธได้
เราท่านทั้งหลายมาจากที่ไกล จนมาถึงถ้ำผาปล่องนี้แล้ว
ถ้าเราตั้งใจภาวนาพุทโธในใจจริงๆ ใจของเราก็จะเย็นสบายมีความสุข

โดย boontisa [ 15 ต.ค. 2551 : 11:00:45 ]

ความเห็นที่ 3
คนเรานั้นเมื่อทุกข์อันใดบังเกิดมีขึ้น ก็จะไปแก้ไม่ให้มันทุกข์
อย่าไปมัวแก้
ให้ภาวนาแก้ว่าความทุกข์ทั้งหลายนั้นมันอยู่ที่อุปาทานจิตหลง
จิตผู้รู้ไม่อยู่ในจิตใจ ไปยึดเอาถือเอาว่าตัวเราของเรา
มันจึงเกิดความทุกข์โทมนัสคับแค้นแน่นใจ
ตัวอุปาทานนี้สำคัญ อุปาทานขันธ์เมื่อยึดในตัวในตน ในเราในของๆ เรา หน้าตาชื่อเสียง
เพียงชื่อสมมุติเขาสมมุติให้เป็นชื่ออันนั้นอันนี้ ก็หลงไปตามสมมุติอันนั้น
พอเขาดุด่าว่าร้ายเข้ามาสู่ชื่ออันนั้นแล้ว
จิตก็เกิดเป็นทุกข์เป็นร้อน
นั่นแหละจิตไม่ภาวนาละกิเลสให้หมดไป
ต้องละจนกระทั่งว่าเขาด่ามาก็ช่างเถอะ
เขาด่าธาตุดินต่างหาก เขาด่าธาตุน้ำต่างหาก เขาด่าธาตุลมต่างหาก เขาด่าธาตุไฟต่างหาก
ชื่อนั้นชื่อนี้ไม่ใช่ตัวเราของเรา
ตัวเราของเราไม่มีในที่นี้
ธาตุดินต่างหาก ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลมต่างหาก
ช่างมันเถอะ เขาด่ามันก็ช่าง เขาจะมาทุบมาต่อยมาตีอย่างไรก็ช่างเถอะ
อย่าไปต่อล้อต่อเถียงกับใครทั้งนั้น ว่ารูปนามของโลกเป็นอยู่อย่างนี้
นี่แหละ ทุกขํ อริยสัจจํ ทุกข์เป็นจริงอย่างนี้
เราท่านทั้งหลายยังจะมาอยู่ในกองทุกข์อันนี้หรือ
เราทุกคนเคยมาเกิดมาตายอยู่ก้อนทุกข์กองทุกข์อันนี้มานับไม่ถ้วนแล้ว
เราทุกคนมาเกิดเป็นมนุษย์ ได้พบพุทธศาสนา ได้ภาวนาได้ปฏิบัติบูชาในทางพุทธศาสนาแล้ว
ก็ให้ตั้งจิตตั้งใจกำหนดจิตใจรวมจิตใจของเราให้ตั้งมั่น
เอาให้จริง เสียสละความสุขความสบายภายนอกออกไป
แล้วจิตผู้รู้อยู่ที่ไหนก็ตั้งความเพียรเสกคาถาลงไปในหัวใจ

โดย boontisa [ 15 ต.ค. 2551 : 11:03:36 ]

ความเห็นที่ 4
คำว่ากิเลส
กิเลส ถ้าผู้ไม่ได้ภาวนา หรือภาวนาจิตใจยังไม่สงบก็ได้ยินแต่ชื่อเท่านั้นเอง
ตัวกิเลสจริงๆ มันไม่เห็นไม่รู้
เวลามันกระทบอารมณ์เช่นนั้นขึ้นมา
เอาละเกิดกิเลสขึ้นมา
ยังจิตใจที่เป็นไปด้วยกิเลสโทสะนั้นมันไม่ยอมให้คนอื่นว่ากล่าวตักเตือนนินทาไม่เอา
กิเลสโทสะตัวนี้มันจะเอาแต่ความยกย่องสรรเสริญเยินยอว่าดี ว่าเด่น อย่างนั้นอย่างนี้
แล้วก็ใจลอยตัวลอย ดีใจเพราะได้รับความสรรเสริญเยินยออย่างนั้น
นี่แหละคือว่าตัวกิเลส
ตัวกิเลสมันไม่เห็น
แต่ว่าภาวนาให้ดีจะเห็นได้ในใจของตัวเอง
ไม่ใช่คนอื่นบอกแล้วจึงเห็น

โดย boontisa [ 15 ต.ค. 2551 : 11:08:55 ]

Member
102 ศิษย์เก่า และ 35 บุคคลทั่วไป