"สำนักงานศิษย์เก่าสัมพันธ์ มธ." ได้เปลี่ยนชื่อเป็น "สำนักงานธรรมศาสตร์สัมพันธ์" ตามข้อบังคับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ว่าด้วยการจัดตั้งและการแบ่งส่วนงานของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พ.ศ.2559
หยุดรู้ภายใน โดย ก. เขาสวนหลวง (4)
ทีนี้ที่ หยุด นี่มันต้อง หยุดมองดูจิต หยุดรู้จิต
แล้วก็จะได้พิจารณา ให้รู้เรื่องของความเกิดดับ
ที่เป็นของเปลี่ยนแปลงไป จะไปเอาจริงเอาจังกับอะไรนั้นมันไม่ได้
แม้ที่จะทำอะไรไปนี่ก็ทำไปตามสมควรที่จะทำได้
แต่ก็อย่าไปยึดมั่นถือมั่น ทั้งดีทั้งชั่วทั้งถูกทั้งผิดนี้
ถ้าไปยึดมั่นถือมั่นเข้ามันมีพิษขึ้นมาอีก
เพราะฉะนั้นจะต้องระวังให้ดี
เรื่องยึดมั่นถือมั่นนี่สำคัญ
ถ้าทำอะไรด้วยการมีสติเป็นการรู้ว่าอะไรควรไม่ควรแล้ว
เมื่อรู้จักปล่อย รู้จักวาง รู้จักประมาณแล้ว ทุกข์โทษนี้มันจะได้น้อยลง
และการผิดพลาดพลั้งเผลอก็น้อยลงด้วย

โดยคุณ : boontisa เมื่อ 23 พ.ค. 2551 : 13:25:17  

ความเห็นที่ 1
ฉะนั้นจึงต้องมีความพยายามแล้วพยายามอีก
ในเรื่องการปฏิบัติธรรมนี้เป็นของทวนกระแสความรู้สึกของกิเลสตัณหาอุปาทานทั้งนั้น
จึงไม่ใช่ของง่าย
ถ้ายิ่งไม่ค่อยมีความเพียรด้วยแล้ว ยิ่งจะยากมากทีเดียว
แม้ว่าจะยากสักเท่าไร ก็ต้องพยายามเผชิญหน้าอยู่กับอารมณ์ทั้งดีทั้งชั่วนี้ให้ได้
จะต้องทนได้เฉยได้
แล้วก็นั่นแหละมันจึงจะไม่เดือดร้อนมาก
ถ้าว่ามันยังทนต่อผัสสะไม่ได้ แล้วมันจะหัวหมุนไป จะวิ่งไป จะวุ่นไป
แล้วประเดี๋ยวก็ร้องไห้ ประเดี๋ยวก็หัวเราะ สลับฉากกันอยู่อย่างนี้
ฉะนั้นจะต้องหยุดดู หยุดรู้ ให้เป็นการระงับดับลงไป
แล้วก็มีการพิจารณาปล่อยวางให้เห็นความว่างจากตัวตน
ไม่มีสัตว์ ไม่มีบุคคลอะไรทั้งนั้น
ที่ไปยึดถือนี่เพราะความโง่
เมื่อได้มีการพิจารณาให้รู้เรื่องจริงแล้ว ก็เป็นการดับทุกข์ได้เรื่อยไปทุกครั้ง
ทุกข์โทษที่เกิดขึ้น
แม้จะเผลอเพลินไปกับอารมณ์ก็น้อยลง
มีสติรู้อยู่เห็นอยู่ สงบอยู่ได้
พิจารณาอยู่เสมอทุกลมหายใจเข้าออกทีเดียว
จึงจะเป็นการแก้ปัญหาของตัวเองได้
ซึ่งเป็นการมีชีวิตอยู่ด้วยการปฏิบัติธรรมแท้
โดยมีการเปลี่ยนแปลงตัวเองไปในทางสูง ไม่ให้มันตกหล่น จมไฟจมเหว
เหมือนที่แล้วๆ มา นั่นแหละมันจึงจะเป็นการเดินไปตามธรรมวินัยได้
ถ้าไม่ทำอย่างนี้แล้วให้อยู่วัดไปจนตายก็ดีแต่พูดเก่งอวดเก่ง ทำนั่นก็ถูก ทำนี่ก็ดี
แล้วก็เที่ยวเห่อไปอย่างนั้นเอง
แล้วที่มันตกหล่มจมไฟจมเหวอยู่ก็ไม่รู้ตัว

โดย boontisa [ 23 พ.ค. 2551 : 13:28:010 ]

ความเห็นที่ 2
การปฏิบัติต้องอ่านรายละเอียดให้ลึกซึ้ง
จึงจะเห็นทางออกไปจากสังสารวัฎได้
ยิ่งพิจารณาแล้วยิ่งน่าเลื่อมใสมากทีเดียว
โดยเฉพาะการปฏิบัตินี้
ไม่มีใครที่จะเปิดเผยหนทางที่จะออกไปจากทุกข์จากโลกได้
เท่ากับธรรมวินัยของพระพุทธเจ้าเลย
เพราะเหตุนี้มันจะน่าพากเพียร น่าพยายามไปจนตลอดชีวิตหรือไม่
ควรจะปรับปรุงตัวเองโดยดำเนินข้อปฏิบัติให้มีการก้าวหน้า
ด้วยการมองด้านในให้ละเอียดลออเข้าทุกขณะ ที่ยังมีลมหายใจอยู่นี่
เพราะว่ามันเผชิญหน้าอยู่กับทุกข์โทษทั้งหลายมากมายหลายอย่างนัก
เหมือนกับการประจันหน้าอยู่กับสัตว์นานาชนิดในทางผัสสะ
ที่มันจะมีการไปยึดมั่นถือมั่นชอบไม่ชอบอะไรสลับซับซ้อนอยู่
แล้วก็พิจารณาดูให้ละเอียดว่า
มันอยู่ในกองทุกข์กองโทษเท่าไร
ถ้ามีสติพิจารณาตัวเองได้ทุกอิริยาบถแล้ว
ก็จะรู้สึกว่าการตามรอยของพระอรหันต์เท่านั้นที่จะดับทุกข์ได้
ถ้าไม่ได้ตามรอยของพระอรหันต์แล้ว
มีแต่ตามรอยยักษ์ รอยมาร รอยปีศาจที่คอยหลอกคอยหลอนคอยล่อให้หลงอยู่ในป่า
หรือว่าในทะเล ที่มันว้าเหว่เหหันอยู่
ไปเป็นเหยื่อของสัตว์ร้ายในทะเลฉันใด
ชีวิตที่ท่องเที่ยวอยู่ในสังสารวัฎมันเวียนว่ายมาอยู่ในทุกข์ก็ฉันนั้น

โดย boontisa [ 23 พ.ค. 2551 : 13:31:29 ]

ความเห็นที่ 3
เพราะฉะนั้นเมื่อได้มีการพิจารณาตัวเอง เป็นการตามรอยของพระอรหันต์ได้เรื่อยไปแล้ว
สังสารวัฎนี้มันจะได้น้อยลงและสั้นเข้า
ในที่สุดมันจะได้ใกล้กับฝั่งข้างโน้น
คือว่าจะได้ก้าวไปสู่โลกุตตรสุญญตา
ไม่มีการท้อถอยและไม่มีการถอยหลัง
เพราะการถอยหลังนี่มันมาจมอยู่ในน้ำแล้วก็ซ้ำๆ ซากๆ อยู่
ถ้าว่าไม่พยายามแล้วพยายามอีกนะ มันไปไม่ได้หรอก
เพราะว่าเครื่องพัวพันของกิเลสตัณหามันมีอยู่ในสันดานทั้งนั้น
มันคอยมาชักโยงหน่วงเหนี่ยวให้ดิ้นรนเอาอะไรต่ออะไร
ให้ทำไปตามอำนาจของมันทั้งนั้น
ฉะนั้นมันต้องฝืนๆ โดยทวนกระแสมันถึงจะไปได้
ถ้าไม่ทวนกระแสมันก็ล่องลอยไปสู่กระแสของมาร

โดย boontisa [ 23 พ.ค. 2551 : 13:33:55 ]

ความเห็นที่ 4
การทวนกระแสนี้ เป็นการเดินตามรอยของพระอรหันต์
ถ้าไม่ทวนแล้วก็ตามไม่ได้
นี่แหละชีวิตของการปฏิบัติธรรม
ต้องอดทนต่อสู้มากมายหลายประการนัก
เพราะเป็นการทวนกระแสทั้งนั้น
ยิ่งพิจารณาแล้วมันจะยิ่งน่าพยายามให้มากเข้า
เพราะว่าที่จะล่องลอยไปตามกระแสนี้
มันกระแสของทุกข์โดยส่วนเดียว
แต่การที่จะต้องอดทนต่อสู้กับการทวนกระแสนี้มันได้ช่อง
คือว่า มันได้หายใจโล่งๆ ขึ้นมาในขณะที่มันทวนได้
หรือว่ามันอดทนได้แล้วมันก็ปล่อยวางได้
มันก็ค่อยโล่งอกโล่งใจขึ้นมา
ถ้าไม่ได้พบลักษณะอย่างนี้ ก็จะวิ่งตามกระแสมาร ตามกระแสกิเลส แล้วก็ทุกข์เรื่อยไป
หนักเข้าก็ไม่มีหนทางที่จะทวนกระแสได้ เพราะว่ามันอ่อนแอ
เนื่องจากมันจะชอบเอาความสะดวกสบายหลายๆ อย่าง
เพื่อเนื้อหนังอย่างเดียว
ส่วนที่จะทวนกระแสความรู้สึกของอำนาจกิเลสมันไม่ใช่ง่าย
เพียงแต่ว่าจะละตัณหาเท่านี้ก็ยังไม่ใช่ง่าย
เช่น ในรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสกาย ที่มันเหมือนกับเกลียวน้ำวน
ที่วนเวียนอยู่ใน รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสกายทั้งนั้น
ล้วแต่ตกหล่มจมอยู่ในเกลียวนี้
แล้วก็ลองพิจารณาดูเถิดว่า
คำสอนของพระพุทธเจ้านี่ละเอียดเพียงใด
แต่ละข้อๆ มันจะน่าคิดค้นสนใจสักเท่าไร
ควรที่จะต้องนำเอามาประพฤติปฏิบัติด้วยจิตใจทั้งนั้น
ไม่ใช่อ่านผ่านๆ ไป
หรือจำเอามาพูดอธิบายกันได้
นี่ต้องเอามาย้ำซ้ำซากอยู่ในจิตในใจเสมอ
เอาเพียงข้อเดียวไม่ต้องเอามากก็ได้
ที่จะต้องเอามาพิจารณาแล้วพิจารณาอีก กลั่นกรองให้ละเอียดลึกซึ้ง
นั่นแหละถึงจะเกิดสติปัญญาขึ้นมาได้
ไม่ใช่จำเอามาพูดได้
เสร็จแล้วก็ลืมเลือนเชือนแชไปอื่น
ทั้งนี้ส่วนมากก็เป็นอยู่อย่างนี้ด้วยกันทั้งนั้น
พูดได้มาก แต่แล้วมันก็หลง
เพราะฉะนั้นคนที่พูดน้อยนี่จะต้องเอามาพิจารณาด้วยใจจริง
เกิดสติปัญญาแล้วมันพูดน้อย
แล้วก็ดับทุกข์ดับโทษให้เบาบางไปได้

โดย boontisa [ 23 พ.ค. 2551 : 13:37:40 ]

ความเห็นที่ 5
นี่ต้องเป็นความรู้สึกด้วยใจจริง
จึงจะได้รับประโยชน์ในธรรมวินัยของพระศาสดานี้
เป็นการส่องแสงสว่างจริงๆ กำจัดความมืดได้จริงๆ
เราพิจารณาเมื่อไรก็ได้
เพราะว่ามันมองเห็นได้
ไม่ใช่มองไม่เห็นเมื่อไร
แต่ต้องพิจารณาซ้ำซากจึงจะได้
ไม่ใช่รู้อะไรบางครั้งบางคราวแล้วก็เรื่อยเปื่อยเชือนแชไปอื่นอีก
ไม่ใช่เช่นนั้น
นั่นมันเป็นการหลอกตัวเองว่า รู้แล้ว จำได้แม่นยำ
แต่ว่าประเดี๋ยวก็ลืมไปแล้ว
ทีนี้ต้องให้มารู้ด้วยใจจริงว่า
มันดับทุกข์ดับโทษได้อย่างไร
ปล่อยวางได้อย่างไร
มันเป็นของชั่วคราว
หรือว่ามันมีความรู้สึกมากขึ้นทุกที
การที่ได้พิจารณามองเห็นแล้ว น่าเบื่อหน่ายคลายกำหนัดยิ่งขึ้นทุกที
แล้วก็จะไม่หลงไปอยู่กับที่เพ้อๆ ด้วยกัน
โน่นดี นี่ชั่วอะไร
ถ้าไปได้ยินได้ฟังแล้ว
ก็จะได้รู้ว่านี่พวกบ้าต้องหยุด หยุดบ้า หยุดเพ้อ
เมื่อสอบสวนเข้ามาให้ลึกซึ้งจนจับได้ว่า
ล้วนแล้วไปด้วยความโง่เขลาของสัตว์ทั้งหลายทั้งปวงที่เพ้อๆ เพลินๆ กันอยู่ทั้งนั้น
เมื่อได้พิจารณาคำสอน ปฏิบัติตามคำสอนอย่างเคร่งครัดแล้ว
จะได้ค่อยหายบ้า หายเพ้อ หายหลงเรื่อยไป
แล้วก็ไม่เห็นว่ามีทางไหนที่จะดีไปกว่านี้
เพราะจะเป็นการเอาตัวรอดได้ โดยอาศัยธรรมวินัยของพระพุทธเจ้าเท่านั้น
เราจึงมีความสนใจแล้วก็มีการส่งเสริมกันให้มีการก้าวหน้าในการปฏิบัติธรรม
เป็นการมองตัวเองอยู่ตลอดเวลา
ไม่ให้มันเผลอเพลินไปทางผัสสะหรือทางเวทนาทั้งหลายได้
เป็นการอุดช่องรั่วทางอายตนะผัสสะ
แล้วก็มีการพิจารณาปล่อยวางตัวเองอยู่เป็นประจำทำให้มากในเรื่องนี้
แล้ววันเวลาของชีวิตนี้จะได้ไม่ตกไปกับความมืด
จะได้รับแสงสว่างขึ้นมา
เมื่อได้มองเห็นความจริงแล้วก็ปล่อยวางออกไปได้ มีความโล่งอกโล่งใจได้
นี่ข้อปฏิบัติมันมีความพิเศษอย่างนี้จริงๆ

โดย boontisa [ 23 พ.ค. 2551 : 13:41:15 ]

ความเห็นที่ 6
เพราะฉะนั้นก็ขอให้ผู้ปฏิบัติ
จงพยายามพิจารณาศึกษาเรื่องของตัวเอง
ที่มีอยู่ในตัวเองแล้วทั้งสิ้น
เรื่องของความจริง
การศึกษาความจริง
ต้องศึกษาเข้าข้างในทั้งนั้น
จึงจะรู้เรื่องได้ว่าความทุกข์โทษสารพัดอย่าง
ที่มีอยู่ในตัวเองนี้มันจะได้ถูกชำระชะล้างออกไป
เมื่อพิจารณาเห็นโทษแล้วมันจะได้กลัว
จะได้เพิกถอนทำลายไปทุกขั้นทุกชั้นหมด
ซึ่งเป็นการทำให้ชีวิตนี้หลุดรอดออกไปเรื่อยๆ
ถึงแม้ว่าจะยังไม่เด็ดขาดไปทีเดียว
แต่ว่าสังสารวัฎมันจะได้สั้นเข้า อย่าให้มันยืดยาวไปเลย
มันจะมีทุกข์มาก
เพราะฉะนั้นขอให้พยายามมองด้านใน
และพิจารณาให้เห็นแจ้งในความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่ใช่ตัวตน
ให้เป็นการปล่อยวางได้ จนเรียกว่าเป็นความรู้ด้วยสติปัญญา
แล้วก็พิจารณาให้เห็นความจริงอย่างนี้
กรุ่นอยู่ในจิตใจเรื่อยทีเดียว
อย่าให้มันไปจับกลุ่มอะไรขึ้นมาเป็นตัวเป็นตนได้เลย
พิจารณาให้เห็นว่างจากตัวตน อยู่เป็นประจำอยู่ทุกลมหายใจเข้าออกทีเดียว
*** จบ ***

โดย boontisa [ 23 พ.ค. 2551 : 13:43:50 ]

ความเห็นที่ 7
สวัสดีคะ
ไมทราบว่าคุณ boontisa เคยไปปฏิบัติธรรมที่ เขาสวนหลวง หรือป่าว


โดย none [ 10 ก.ย. 2551 : 13:20:37 ]

Member
105 ศิษย์เก่า และ 35 บุคคลทั่วไป