"สำนักงานศิษย์เก่าสัมพันธ์ มธ." ได้เปลี่ยนชื่อเป็น "สำนักงานธรรมศาสตร์สัมพันธ์" ตามข้อบังคับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ว่าด้วยการจัดตั้งและการแบ่งส่วนงานของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พ.ศ.2559
หยุดรู้ภายใน โดย ก. เขาสวนหลวง (3)
แม้ว่าจะมีคำอธิบายเช่นในขุมทรัพย์จากพระโอษฐ์
ที่จะต้องรู้ว่าเชื้อโรคร้ายในสันดานนั้นมีอยู่ในตัวเองเท่าไร
เท่านี้มันไม่ยอมรับจะเอามาพิจารณาตัวเองเลย
เพราะว่าสันดานมันหยาบ กิเลสมันหนา
ถ้าว่าน้อมเอามาพิจารณาแล้วนะ มันจะรู้สึกน่าสลดสังเวชตัวเองยิ่งนัก
เพราะว่าคำสอนของพระศาสดานี้เป็นเครื่องฟอกทั้งนั้น
เพื่อจะให้จิตใจนี่มีความสะอาดขึ้นเป็นลำดับ
จนกระทั่งในที่สุดจะหายขาดออกไปจากเชื้อโรคร้าย
แล้วลองพิจารณาด้วยสติปัญญาดูว่าความฉิบหายอย่างใหญ่หลวงของชีวิตนี้
อยู่ตรงที่ไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร
ซ้ำๆ อยู่นี่นะ
ทั้งที่รู้บ้าง มันยังเพียงเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้นเอง
ส่วนที่ยังมืดมิดปิดบังอยู่ในสันดาน มันน่ากลัวเหลือเกิน
ยิ่งพิจารณาไปแล้วก็ยิ่งน่าจะมีความพยายามประพฤติปฏิบัติ
ให้เป็นการสอดส่องมองเข้าด้านในให้มากๆ
เพื่อจะได้เป็นเครื่องชำระจิตให้หมดจากความสกปรกไปตามลำดับๆ
เพราะว่ามันไม่ได้ทำได้ทีเดียว
ทั้งที่รู้บ้างไม่รู้บ้างอย่างนี้
แล้วก็ยังไปคว้าเอามามันก็ยิ่งสกปรกอีก

โดยคุณ : boontisa เมื่อ 20 พ.ค. 2551 : 16:04:45  

ความเห็นที่ 1
ถ้าว่าไม่มีการสำรวจตรวจตราอะไรให้ลึกซึ้งละเอียดเข้าไป
มันก็จมโคลน จมทุกข์ จมไฟอยู่นี่เอง
นอกจากนั้นยังต้องร้องไห้ต้องหัวเราะสลับกันไป
เพราะเหตุที่ยังไม่รู้ประสีประสาอะไรนี่
ถ้าหากว่าได้พิจารณาตัวเองให้มากๆ แล้วนั่นแหละ จึงจะเกิดสติปัญญา
เป็นการรู้เห็นทุกข์โทษของการมีชีวิตอยู่ในลักษณะที่ยังเป็นสัตว์ที่โง่หลง
แล้วก็มีแต่การยึดมั่นถือมั่นทั้งนั้น
เข้ามาท่วมทับตัวเองสักเท่าไรๆ
ถ้าไม่ได้พิจารณาให้ละเอียดแล้ว
ก็เป็นการอยู่อย่างสัตว์แท้ๆ ทีเดียว
จะรู้ประสาบ้างนิดๆ หน่อยๆ
ส่วนที่ไม่รู้ประสานี้มาก
แต่เฉพาะที่จะรู้ภาษาของธรรมะด้วยใจจริงนี้นิดเดียว
ประเดี๋ยวก็เผลอเพลินไปอีกแล้ว
ไม่รู้ไปอีกแล้ว
ถ้าว่าได้พิจารณาดูให้ละเอียด จะรู้สึกน่ากลัวมากทีเดียวว่า
ชีวิตที่อยู่ในสังสารวัฎนี้ควรจะแก้ไขอย่างไรแก่ตัวเองเสียก่อน
เพราะว่าก่อนที่มันยังไม่เจ็บไม่ตายไปนี่นะ
จะต้องมีการพยายามให้มากที่สุด
จะได้เป็นการช่วยให้สังสารวัฎนี่น้อยลง สั้นไปในที่สุด
เพราะว่าได้พบแสงสว่างของธรรมะที่พระพุทธเจ้าประกาศอยู่อย่างครบถ้วน
ล้วนเป็นลาภอย่างประเสริฐ
ถ้าไม่เอาใจใส่แล้วจะเป็นเหมือนไส้เดือนกิ้งกืออยู่ภายใต้กะลาครอบของอวิชชาไปตามเดิม
ในที่สุดก็ไม่มีหนทาง
แต่สำหรับคนที่มีสติปัญญาก็พอที่จะเห็นแสงสว่างได้บ้าง
ทั้งนี้ก็จะพยายามแล้วพยายามอีก
ที่จะส่องดูข้างในให้มากเป็นพิเศษ
ถ้าไม่คอยมองคอยสอดส่องเอาไว้แล้ว
มันจะจับกลุ่มยึดถือเป็นตัวเป็นตนอยู่เรื่อย
คอยหาเรื่อง
ที่หาเรื่องนี่มันทุกข์แล้วทุกข์อีกเท่าไรก็ไม่รู้สึก
มันกลับว่าเป็นคนดีคนถูกไปทั้งนั้น
นี่มันโง่ซับโง่ซ้อนอยู่ในตัวเองเท่าไร
ถ้ายิ่งมองแล้วมันจะยิ่งรู้สึกน่ากลัวอันตรายของชีวิตที่มีอยู่ในส่วนลึก
ซึ่งก็จะต้องพยายามให้มากขึ้นเป็นพิเศษ ทุกวัน ทุกเวลา ที่ยังมีลมหายใจอยู่นี่
จะต้องพยายามมองให้มันลึกซึ้งเข้าไปให้ได้
จะต้องกลั่นกรองให้ได้รายละเอียดขึ้นมาว่า
ที่มันยังตกอยู่ในอันตรายของสังสารวัฎนี้
จะต้องทำอย่างไรดี
ทำไมจึงจะตัดรากเหง้าของกิเลสได้เพราะว่ามันยังมีเชื้ออยู่ทั้งนั้น

โดย boontisa [ 20 พ.ค. 2551 : 16:09:03 ]

ความเห็นที่ 2
การกระทบอะไรต่ออะไรนี่
มันจึงไม่มีการรู้เรื่องของ “สูญญตา” คือความว่างจากตัวตนได้เลย
เพราะว่ามันเห็นเป็นตัวเป็นตน เป็นดีเป็นชั่วทั้งหมด
ถ้าไม่มีการพิจารณาก็เป็นคนตาบอด หูหนวก ไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรเลย
แม้จะมีสติอะไรบ้างก็นิดๆ หน่อยๆ
นอกนั้นก็อยู่ในความมืด
คือว่าไม่รู้อะไรเป็นอะไรไป
เพราะชีวิตของการปฏิบัติธรรมนี้
ได้มองเห็นแสงสว่างขึ้นมาบ้าง
จึงต้องมีความพยายามอยู่ทุกลมหายใจเข้าออก
ที่จะเฝ้าสังเกตเฝ้าพิจารณาอยู่เสมอ
ถ้ามันจะไปยึดถืออะไรขึ้นมาจำ มาคิด มันจะได้ดูตัวเอง ดูจิตใจ
ดูกายของตัวเองให้มากกว่าออกไปดูเรื่องข้างนอก
เพราะว่าเรื่องข้างนอกนั่นมันคล่องมาแล้ว
มันชอบท่องเที่ยวไปในรูป ในเสียง ในกลิ่น ในรส ในสัมผัสกาย
แล้วก็ไปจำเอามาคิดนึกเป็นธรรมารมณ์
คือว่าไปเอามาปรุงมาคิดมากๆ เข้า
แล้วมันก็เป็นการยึดมั่นถือมั่นให้แน่นเข้าไปอีก
แม้แต่ว่าสิ่งนั้นจะผ่านมาและดับไปแล้ว ก็มองไม่เห็น
จึงมีการยึดถือเป็นเรื่องเป็นราว ทั้งเวลาหลับฝันนั่นยังน้อย
ลืมตานี่มันฝันเพ้อฝันเพลิน ฝันมากมายหลายอย่างนัก
ไปในรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสกาย
แล้วก็ลองคิดดูซิ ชีวิตที่ตกอยู่ในสังสารวัฎ
มันหมุนเวียนเปลี่ยนแปลงเป็นทุกข์เป็นโทษอยู่ทุกขณะไปหมด
แต่มองไม่เห็น
ถ้าไม่ได้พิจารณาด้วยแล้ว จะไม่มีหนทางที่จะหลุดรอดออกไปได้เลย
แล้วจะต้องมีการพยายามอย่างไร
ทั้งนี้จะต้องเป็นข้อคิดของตัวเอง
ซึ่งเป็นปัญหาเฉพาะหน้าเพราะมันตกอยู่ในสังสารวัฎทั้งนั้น
เหตุนี้จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการพินิจพิจารณา
แล้วก็มีการอดทนต่อสู้
เรื่องผัสสะนี่เป้นของสำคัญมาก
เพราะมันชวนให้หลงใหลไขว่เขวไป
ยิ่งไปเข้ากับพวกหลงๆ เพ้อๆ ด้วยแล้ว
ยิ่งไม่มีสติมาเป็นเครื่องรู้ตัวได้เลย
เพราะมันเพ้อมันเพลินไปด้วยกันทั้งนั่น
พูดแต่เรื่องสัพเพเหระมากกว่า

โดย boontisa [ 20 พ.ค. 2551 : 16:12:55 ]

ความเห็นที่ 3
การพูดด้วยสติปัญญา
ที่ทำให้เป็นเครื่องรู้ เครื่องเห็นไปตามหน้าที่ของผู้ปฏิบัตินั้น
เป็นของหายาก
เพราะมีแต่เข้ากันแล้วมันก็พากันเพ้อไปอีก
จึงต้องหยุด
ถ้าอยู่คนเดียวก็จะมีความสงบดี เพราะว่ามันจะได้ไม่มีเรื่องเพ้อเรื่องเพลินไปข้างนอกนัก
นอกจากจะไปเที่ยวจำเที่ยวคิดเอามาเท่านั้น
แต่ถึงกระนั้นก็ยังทำให้พิจารณาได้แง่มากกว่า
สำหรับผู้ที่อยู่คนเดียวจะมีสติรอบรู้อยู่มากกว่า
ทั้งยังต้องควบคุมจิตใจพิจารณาให้เห็นอริยธรรม คือความจริง
ที่มันมีแต่ความเปลี่ยนแปลงไม่เที่ยง เป็นทุกข์ไปทั้งนั้น
เมื่อมีการพิจารณาตัวเองอยู่ซ้ำๆ ซากๆ ในเรื่องนี้อย่างเดียวแล้ว
นั่นแหละจึงจะได้รับแสงสว่างของธรรมะขึ้นมาได้
จะมีการปลงตก ปล่อยวางไปได้ ทั้งดี ทั้งชั่ว ทั้งถูก ทั้งผิด
ต้องยกเลิกเพิกทิ้งไป
เพราะว่าจะไปคิดจะไปนึกอะไรขึ้นมามันไม่ไหว เพราะอยู่ในเกลียวหมุน
ฉะนั้นต้องหยุดดีกว่า
เมื่อได้มีการพิจารณาดูให้รอบคอบแล้ว
แสงสว่างของธรรมะนี้จะเป็นเครื่องส่องทางให้
สำหรับที่จะปลดเปลื้องปล่อยวางอะไรออกไปได้
เพราะว่ามันจะอยู่ไม่นานเท่าไรเลย
ในที่สุดก็จะหมดลมเน่าเข้าโลงไป
แต่ขณะที่ยังมีลมหายใจอยู่นี้
จะต้องพิจารณาอย่างไร
นั่นแหละจึงจะเป็นเครื่องเตือนตัวเอง สอนตัวเองหลายแง่หลายมุมนัก
กว่าจะผ่านความโง่ๆ หลงๆ ไปได้นี้
ไม่ใช่ของง่าย จะต้องเพียรแล้วเพียรอีก
ถ้าเผลอสติทีไรมันก็ต้องรู้เรื่องแล้วว่า มันเพ้อไปแล้ว เพลินไปแล้ว

โดย boontisa [ 20 พ.ค. 2551 : 16:59:55 ]

ความเห็นที่ 4
เพราะฉะนั้นมันต้อง “หยุด”
เรื่องหยุดนี้ต้องเตือนตัวเองอยู่เสมอ มันจะพูดมากก็ต้อง “หยุด”
มันจะคิดอะไรมากก็ต้อง “หยุด”
หรือมันจะทำอะไรมากก็ให้หยุดเสีย
คำว่า “หยุด” คำเดียวนี้เป็นคำที่ใช้ได้ตามประสาของธรรมะ
ใช้เป็นการเตือนตัวเองรอบด้านไปหมดให้หยุด
เพราะว่าไม่หยุดแล้วนะมันจะวิ่งพล่านไป
แล้วมันก็จะต้องไปอยู่ในกองทุกข์กองโทษ
หรือว่ามันจะไปจมน้ำตาย

คำว่า “หยุด” นี้มันเป็นคำพูดในภาษาธรรมะ
แล้วก็ลองคิดกันดูเถอะ
ถ้าว่ายังไม่รู้จักหยุดแล้วมันจะบ้า มันจะหลง
ถ้าว่ารู้จักหยุดได้แล้วมันก็จะค่อยหายบ้าหายหลงเรื่อยไป
ไม่ว่าจะหลงไปในเรื่องดีชั่วตัวตนอะไร
พอรู้สึกตัวว่ามันหลงนะ
ถ้าว่ารู้สึกตัวว่าหลงจริงแล้วมันต้องหยุด หยุดได้
แล้วก็ไม่กล้าเพ้อไม่กล้าเพลินไปอีกเลย
พอมันรู้พอ แล้วมันหยุด
เพราะมันรู้ว่าลักษณะที่หยุดเป็นการดับทุกข์ดับโทษได้มากมายหลายอย่างนัก
ถ้าว่าไม่หยุดแล้วเพิ่มทุกข์ขึ้นมา
เหมือนกับการคิดมากๆ มันก็เพิ่มทุกข์ขึ้นมาก
เพิ่มความยึดมั่นถือมั่นขึ้นมา ทั้งดี ทั้งชั่วหมด
ส่วนที่พูดมากๆ นี้ก็เหมือนกันมีแต่ทุกข์โทษทั้งนั้น
ที่จะพูดดีพูดถูกพูดด้วยสติปัญญา ที่เป็นธรรมะนี่น้อยนิดเดียว
จึงต้องให้หยุด ทั้งทางกายก็ให้หยุด
การกระทำที่ไม่สมควรจะไปกระทำก็อย่าไปเที่ยวกระทำ
หรือวาจาที่จะกล่าวอะไรออกมาที่เป็นของซ้ำซาก ที่ไร้ประโยชน์ก็ให้หยุดกล่าวเสีย
จิตใจที่คิดเรื่อยเปื่อยไปเป็นการฝันเพ้อ ฝันเพลินก็หยุดเสีย
หยุดมาพิจารณาให้ละเอียด
กลั่นกรองให้ลึกซึ้ง
นั่นแหละจึงจะเกิดสติปัญญา ที่เป็นเครื่องดับทุกข์ดับโทษได้ภายในตัวเอง
แล้วก็เห็นคุณค่าของธรรมะด้วยใจจริง
ทำให้มีความรู้สึก มีความเบื่อหน่ายคลายกำหนัดจากสิ่งที่เคยหลงใหลใฝ่ฝันมา
ทั้งดีทั้งชั่ว ตัวเราตัวเขาอะไรสารพัดอย่าง
รู้สึกว่าต่อไปจะต้องจัดการกับเรื่องนี้ให้น้อยที่สุด
คือการกระทบผัสสะที่เป็นการยึดมั่นถือมั่นนี่
จะต้องควบคุมกันให้ละเอียด
เพราะถ้าไม่ควบคุมแล้วนะมันหาเรื่องเก่งที่สุด
แล้วก็บ้าหลงไปตามผัสสะง่ายดายที่สุด ทุกๆ ขณะก็ว่าได้

โดย boontisa [ 20 พ.ค. 2551 : 17:25:09 ]

Member
105 ศิษย์เก่า และ 35 บุคคลทั่วไป