"สำนักงานศิษย์เก่าสัมพันธ์ มธ." ได้เปลี่ยนชื่อเป็น "สำนักงานธรรมศาสตร์สัมพันธ์" ตามข้อบังคับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ว่าด้วยการจัดตั้งและการแบ่งส่วนงานของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พ.ศ.2559
หยุดรู้ภายใน โดย ก. เขาสวนหลวง (1)
20 พ.ย. 2515 (ตอนเช้า)
วันนี้เป็นวันเปิดโอกาสให้มีการปรารภข้อปฏิบัติ
เพราะว่าเมื่อได้พิจารณาตัวเองอยู่เป็นประจำแล้ว เป็นการดับทุกข์ดับโทษได้เป็นลำดับไป
แล้วก็เป็นเครื่องรู้ได้ว่า
ถ้าเราไม่มีการพิจารณาตัวเองแล้ว
มันมีทุกข์เกิดขึ้น ในขณะที่มีการกระทบผัสสะทั้งดีทั้งชั่ว
จะมีความรู้สึกยึดถือขึ้นมา ในลักษณะอย่างไรย่อมเป็นเครื่องอ่านอยู่ในตัวเองทั้งนั้น
เพราะฉะนั้นขณะไหนที่มันมีการเผลอสติไป
ซึ่งเป็นการยึดถือเรื่องราวดีชั่วตัวตน ก็ล้วนแต่มีทุกข์โทษเกิดขึ้น
แต่ถ้าว่าเรายังไม่มีเรื่องอะไร ที่จะเป็นเครื่องทำให้รู้สึกชอบไม่ชอบ
เหล่านี้ก็แปลว่าทุกข์ที่รุนแรงมันยังไม่เกิด


โดยคุณ : boontisa เมื่อ 15 พ.ค. 2551 : 13:26:05  

ความเห็นที่ 1
ถ้ามีเรื่องที่ยึดมั่นถือมั่นในขั้นรุนแรงแล้ว
ก็จะรู้สึกว่าการยึดถือนี้ มันเพิ่มทุกข์ขึ้นเพราะเหตุอะไร
เพราะมันต้องคิดต้องนึก ต้องปรุงเรื่องที่ยึดมั่นถือมั่นนั่นแหละ ให้เพิ่มปริมาณมากขึ้น
แล้วจนกระทั่งจิตใจนี้มีความระทมขมขื่นมากขึ้น
ทั้งนี้เราจะต้องอ่านให้มันรู้ด้วยว่า
การกระทบผัสสะ เมื่อยึดมั่นถือมั่นเป็นการเพิ่มทุกข์เพิ่มโทษขึ้นมาในลักษณะอย่างไร
เราจะมีการพิจารณารอบรู้ ให้เห็นโทษของความยึดมั่นถือมั่น
ให้เป็นการรู้สึกด้วยใจจริง ว่าการกระทบผัสสะนี้เป็นของสำคัญมาก
มันทำให้ยึดถือทั้งดีทั้งชั่ว แล้วก็มีตัวเราตัวเขาขึ้นมา
เป็นเครื่องทำให้เกิดความทุกข์เดือดร้อน ทั้งความรักความชังอะไรก็สุดแท้
มันก็เป็นเครื่องรู้ได้อยู่ในตัวเองว่า
ทุกข์เกิดเพราะความยึดมั่นถือมั่น ในความมีตัวมีตนที่ก่อรูปก่อเรื่องขึ้นมาทั้งนั้น
เมื่อเราพิจารณาอยู่เป็นประจำแล้ว
แม้ว่าจะมีการเผลอสติไปยึดถือบ้าง ก็จะได้เห็นโทษทันที
คือว่าขณะที่มันเกิดความยึดมั่นถือมั่นขึ้นมาทีไร
ก็เห็นว่านี่เป็นทุกข์โทษทั้งนั้น
เพราะว่าความยึดถือนี่มันมาจากอวิชชา
คือความไม่รู้ความจริง จึงเกิดการยึดมั่นถือมั่นขึ้นมา
แล้วก็มีการคิดนึกปรุงแต่ง ไปในเรื่องราวต่างๆ นานา
ล้วนเป็นอวิชชาไม่รู้ความจริง
เพราะอวิชชานี่เป็นอนุสัยนอนเนื่องอยู่ในสันดาน จ
ะให้เด็ดขาดไปทีเดียว เหมือนพระอรหันต์นั้นไม่ได้
แม้ว่าจะรู้ด้วยสติปัญญาขึ้นมาเป็นบางครั้งบางคราว
มันก็มีการระงับหรือปล่อยวางออกไปได้
แต่ครั้นแล้วก็มักจะไปหยิบฉวยเอาขึ้นมาอีก เพราะคุ้นเคยมาอย่างนั้น
ทีนี้ถ้าเรามาพิจารณาซ้ำๆ ดูให้ถี่เข้าแล้ว
ก็ต้องรู้สึกได้ว่าความโง่เขลางมงายไม่รู้อะไร
ที่มีมาในสันดานนี้มันลึกซึ้งนัก
มันคอยหาเรื่องยึดถืออยู่ทั้งนั้น
แต่เมื่อเราเพียรพิจารณาอยู่เป็นประจำ เมื่อมันเอื้อมไปเอาอะไรเราก็จะได้หดมือ
คือว่าไม่ไปหยิบฉวยเอา เป็นการปล่อยวางไป
ไม่เอื้อมไปเอาอะไรเท่านี้ก็ดับทุกข์ได้ เพราะปล่อยวางได้

โดย boontisa [ 15 พ.ค. 2551 : 13:31:32 ]

ความเห็นที่ 2
การปฏิบัติต้องอ่านดูข้างในอยู่เป็นประจำ
แม้ว่าจะมีการผิดพลาด พลั้งเผลอไปกับอะไร
มันก็ยังรู้จักมองดูทุกข์โทษของการยึดมั่นถือมั่น
จนจิตนี้จะรู้ทุกข์โทษของการเผลอสติได้อย่างถูกต้อง
แล้วควรจะทำในใจอยู่อย่างไร
จึงจะเป็นการคุ้มครองจิตใจได้
คือว่าไม่ตกไปกับความที่เผลอสติไปยึดถือนี่เป็นข้อสำคัญ
เพราะว่าตามธรรมดาก็จะต้องมีการเผลอสติอยู่เสมอ
ถ้าทำในใจให้แยบคาย แล้วจะป้องกันได้ คือจะทำให้ตัดหรือลดความเผลอหรือความเพลิน
ที่ไปปรุงไปคิดเรื่องราวต่างๆ นานา
โดยเฉพาะเรื่องดีๆ มันไม่ค่อยจะเอามาคิด
มันมักจะไปคิดเรื่องสัพเพเหระ ที่มันไม่ค่อยจะเป็นเรื่องเป็นราว
เช่นกับเรื่องอดีตที่ผ่านไปแล้ว ถ้าหลงยึดมั่นถือมั่น คิดนึกอยู่แต่เรื่องนั้น
ส่วนเรื่องดีๆ ถมไปมันไม่เอามาพิจารณา
ถ้าหากว่าได้เอาเรื่องดีๆ มาพิจารณาแล้วจะเกิดสติปัญญามากทีเดียว
ทีนี้สันดานนี่มันโง่มันงมงายมามาก ก็เลยดื้อด้านดันทุรังจะไปเอาแต่เรื่องที่ไม่เข้าเรื่อง
ซึ่งเป็นการก่อทุกข์ก่อโทษให้ทั้งนั้น

โดย boontisa [ 15 พ.ค. 2551 : 13:35:38 ]

ความเห็นที่ 3
จิตนี้จึงได้ตกไปกับอารมณ์ง่าย เพราะว่ามันชอบท่องเที่ยวไปในอารมณ์ต่างๆ
ทีนี้จะมีสติเป็นเครื่องกั้นอย่างไร จิตจึงจะมีการตั้งมั่นสงบได้
แล้วก็มีการละตัณหาหรือปล่อยวางเวทนาได้
อย่างนี้มันไม่ค่อยจะได้แง่นัก จะต้องฝึกหัดอบรมจึงจะรู้ได้
เพราะว่าตามธรรมดาแล้วสันดานมันยังมีอวิชชาเป็นอาสวะสำคัญ
จะต้องพยายามเฝ้าสังเกตดูความรู้สึกภายในจิตใจอยู่เสมอทุกอิริยาบถไป
แล้วความรู้นี้จึงจะได้มีการทรงตัวรู้ได้

ต่อจากนั้นก็พิจารณาให้รู้ความจริงในเรื่องความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่ใช่ตัวตน
ต้องตามรู้ตามเห็นไว้
เพราะว่ามันชอบท่องเที่ยวไปตามอารมณ์
อีกประการหนึ่งจิตนี้มันไม่มีวิหารธรรม จึงต้องท่องเที่ยวไปตามอารมณ์
ทีนี้จะให้มันมีวิหารธรรมอยู่จะทำอย่างไร จะฝึกอย่างไร จะมีสติอยู่อย่างไร
จิตจึงจะไม่เผลอเพลินไปกับอารมณ์ได้
ทั้งนี้เป็นข้อปฏิบัติที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง

ถ้าไม่สนใจอย่างนี้แล้ว จิตจะท่องเที่ยวไปตามอารมณ์มาก
ส่วนการที่จะมีสติเข้ามาพิจารณาตัวเองนี้น้อยนัก
แล้วก็ลองสังเกตดูเถอะว่า
ที่อยู่เผลอๆ เพลินๆ นี้ มันอันตรายเท่าไร ตกอยู่ในทุกข์โทษนานัปการเท่าไร
ถ้าว่ามันไม่เกิดเรื่องอะไรรุนแรง
มันก็เผลอๆ เพลินๆ ไปตามลักษณะของโมหะโดยที่ไม่รู้เรื่องอะไร
เมื่อมีการกระทบอะไรขึ้นมา ก็ไปยึดมั่นถือมั่น
เพราะไม่รู้ตัวของตัวเอง จึงต้องตกอยู่ในกองทุกข์กองโทษ
และอยู่ในสังสารวัฏซ้ำๆ ซากๆ

ในปัจจุบันการปฏิบัติประจำวัน จึงเป็นการทวนกระแสความรู้สึกของสามัญชนที่ปล่อยสติอยู่เรื่อยไป
ให้มีแต่เรื่องคิดนึกปรุงแต่งไปตาม รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสที่กระทบ
แม้แต่ทั้งๆ ที่เรื่องอะไรที่ล่วงไปแล้ว
ก็เที่ยวจำเอามาปรุงมาคิดเป็นเรื่องเป็นราวไปทีเดียว
เพราะเหตุมีสันดานอย่างนี้ มันควรจะต้องแก้ไขตัวเองเสีย
มิฉะนั้นแล้วจะหลงหนักเข้า
ถ้าปล่อยไว้นานๆ ต่อไป มันก็ไม่มีหนทางที่จะเอาตัวรอดได้
เพราะว่ามันคล่องแต่ที่จะปรุงแต่'ไปกับอารมณ์ต่างๆ เป็นของคุ้นเคยมาทั้งนั้น

โดย boontisa [ 15 พ.ค. 2551 : 15:47:18 ]

ความเห็นที่ 4
ควรจะพยายามให้มีสติหยุดพิจารณาตัวเองให้ได้
โดยจะต้องฝึกแล้วฝึกอีก จนกว่าจะมีการทรงตัวรู้ได้
แต่ทั้งนี้ก็ไม่ใช่ของง่าย
ถ้าว่าไม่มีความเพียรด้วยแล้ว ยิ่งไม่มีหนทางเลย
เพราะว่านิสัยสันดานปุถุชนมันชอบเพลิดเพลินไปอย่างนั้น
ก็เที่ยวไปหาเรื่อง
ตาก็อยากจะดู หูก็อยากจะฟังแต่เรื่องข้างนอกทั้งนั้น
ซึ่งล้วนแต่หลอกตัวเอง ให้หลงเพลิดเพลินไปว่ามีความสุข
ถ้ามองให้ละเอียดแล้วความจริงมันล้วนแต่ทุกข์
ทุกขณะทีเดียวที่มันเผลอเพลินออกไปทางรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสกาย
คือว่าไม่รู้ว่าจิตใจนี้ตกอยู่ในอันตรายเท่าไร
ซึ่งเป็นอันตรายอย่างเร้นลับโดยที่มองไม่เห็น
ยิ่งสำหรับคนที่ไม่ได้ปฏิบัติแล้วก็มีอยู่ในลักษณะอย่างนี้
มีความสนุกสนานเพลิดเพลินไปกับกองทุกข์ทั้งหมด

โดย boontisa [ 15 พ.ค. 2551 : 15:50:50 ]

Member
105 ศิษย์เก่า และ 35 บุคคลทั่วไป