"สำนักงานศิษย์เก่าสัมพันธ์ มธ." ได้เปลี่ยนชื่อเป็น "สำนักงานธรรมศาสตร์สัมพันธ์" ตามข้อบังคับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ว่าด้วยการจัดตั้งและการแบ่งส่วนงานของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พ.ศ.2559
เรือนไฟไหม้คืออะไร โดย ก. เขาสวนหลวง (5)
ส่วนฉลาดในทางธรรมะนี้
มันต้องฉลาดรู้ตัวว่าตัวนี้มันยังโง่ยังหลง
แล้วก็ฉลาดรู้จักกิเลสให้มากๆ
รู้จักซักฟอกกิเลสให้มันเบาบางไป
นั่นมันฉลาดอยู่ในเรื่องนี้
ถ้ามันไม่รู้สึกฉลาดในเรื่องนี้แล้ว มันก็เป็นการรู้สึกฉลาดในเรื่องกิเลสไป
ในเรื่องเอาโน่นเอานี่ เอาดี เอาชั่วอะไรสารพัด
ที่มันจะจาระไนปรุงไป คิดไป ยึดถือไป
นั่นมันฉลาดแต่เรื่องของคนเรื่องของกิเลส

โดยคุณ : boontisa เมื่อ 13 พ.ค. 2551 : 13:36:36  

ความเห็นที่ 1
ทีนี้สำหรับฉลาดในทางละกิเลส
ในทางดับกิเลส ในทางซักฟอกกิเลส
นี่เป็นการทำตามแบบของพระ
ดังนั้นจึงเป็นคนละอย่าง อย่าเอามาปนกัน
เราเดินตามพระ เราก็ต้องฉลาดอย่างพระ
จึงจะทำให้แนวทางชีวิตมีความเป็นอิสระยิ่งขึ้น
แล้วไม่ตกไปเป็นทาสของกิเลสตัณหาซ้ำซากเหมือนแต่ก่อนมา
ทำให้มีการเสียสละได้แม้ชีวิตก็ต้องเสียสละไป
ถึงจะไม่เสียสละมันก็ต้องสละอยู่ดี
เพราะว่าไม่มีใครอยู่ค้ำฟ้าได้ตลอดไป ผลสุดท้ายก็ต้องตายหมด

โดย boontisa [ 13 พ.ค. 2551 : 13:44:50 ]

ความเห็นที่ 2
เพราะฉะนั้นจะต้องรู้จักพิจารณา
รู้จักปล่อยวางเอาไว้ทุกเวลานาที
เดี๋ยวนี้ต้องพิจารณาอยู่เรื่อยว่า
มันอยู่เรือนไฟไหม้ อย่าหลงว่าเป็นสุข
เพราะการหลงว่าเป็นสุขนี่จะทำให้ทุกข์มาก
ในขณะที่มีอะไรเปลี่ยนแปลงขึ้นมา จะรู้สึกทุกข์แล้วทุกข์อีก
จนน้ำตานองหน้าทีเดียว

ถ้าหมั่นพิจารณาอยู่เรื่อย
โดยไม่ได้หลงละเมอเพ้อพกว่าเป็นการอยู่อย่างมีความสุข
ตามเห็นอยู่ตลอดทุกอิริยาบถว่า
อยู่กับทุกข์ของสภาวะ ไม่ใช่เป็นทุกข์ของเรา
ถ้าตามเห็นได้อยู่อย่างนี้แล้วจะพ้นทุกข์ได้


โดย boontisa [ 13 พ.ค. 2551 : 13:46:34 ]

ความเห็นที่ 3
ถ้าเอาทุกข์ของสภาวะมาเป็นทุกข์ของเราแล้ว
จะทุกข์จนน้ำตานองหน้าทีเดียว
ถ้าหากแยกกันออกได้
คือ เกิดก็เป็นการเกิดตามสภาวะ
แก่ เจ็บ ตาย ทั้งหมดนี้ ไม่ใช่เป็นตัวเรา ไม่ใช่เป็นของของเรา
เพราะว่ารูปนามนี้จะต้องเปลี่ยนแปลงเป็นไปตามเรื่องตามราวของมัน
ใครจะบังคับบัญชาไม่ได้
เช่นเดียวกับร่างกายของพระอรหันต์ทั้งหลายก็เหมือนกัน
ต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตาย
แต่ว่าจิตใจของท่านไม่ได้ยึดถือว่าเป็นตัวเราเจ็บ ตัวเราแก่ ตัวเราตาย
คงเห็นความเป็นสภาวะของรูปนาม
ที่จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงแตกดับไปตามธรรมชาติเท่านั้น
ทีนี้เรายังโง่เข้าไปยึดมั่นถือมั่นว่า
เราเกิด เราแก่ เราเจ็บ เราตาย เราทุกข์สารพัดอย่าง
เพราะยึดมั่นถือมั่นจึงเป็นทุกข์

โดย boontisa [ 13 พ.ค. 2551 : 13:48:06 ]

ความเห็นที่ 4
ฉะนั้นจึงควรกำหนดให้รู้เสีย
ถอนอุปาทานออกว่า เรือนไฟไหม้นี่ไม่ใช่เป็นตัวเรา ไม่ใช่เป็นของของเรา
เพราะว่ารูปก็ไม่เที่ยง เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณไม่เที่ยง
แล้วก็ไม่ใช่ตัวตน
ต้องพิจารณาแยกให้มันรู้เสีย
จะได้ไม่ไปเที่ยวยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นตัวตนของเรา เป็นของของเรา
นี่มันเรื่องอย่างนี้

โดย boontisa [ 13 พ.ค. 2551 : 13:49:23 ]

ความเห็นที่ 5
เพราะฉะนั้น จะต้องพิจารณาให้มันรู้อยู่ทุกวันทุกเวลาไปทั้งหมด
แล้ววันคืนนี้มันจะได้สว่าง มันจะได้ไม่มืด
ต้องแก้ปัญหาของตัวเองอย่างนี้ต่างหาก
ถ้าไม่รู้อย่างนี้ มันจะป้วนเปี้ยนเวียนวนหลงอยู่ในป่า
ไม่รู้จะออกทางไหน
แต่นี่มีทางออกไป คือปล่อยวางได้
ออกทางปล่อยวางนี่เอง
ถ้าไปยึดถืออะไรเข้าแล้ว
มันติดหมดไม่มีทางออก
เพราะความยึดมั่นถือมั่นนั่นเอง
แล้วจะออกได้อย่างไร
ที่ออกได้นี่มันออกได้ตรงปล่อย ตรงวาง นี่เอง
ฉะนั้นมีทางออกมีทางพ้นทุกข์ได้
ก็ตรงปล่อยวางได้
แต่ต้องพิจารณาให้รู้ให้เห็น
ให้เป็นการเห็นแจ้งด้วยใจจริง
เมื่อรู้แจ้งเห็นจริงขึ้นมาเมื่อใด
ก็ปล่อยวางออกไปได้เมื่อนั้น
นั่นแหละถึงจะรู้ว่าการปล่อยวางนี่เอง
เป็นความพ้นทุกข์ดับทุกข์ได้ปัจจุบันทันตาเห็นอยู่เดี๋ยวนี้
ไม่ใช่ว่าตายแล้วถึงจะไปพ้นทุกข์กันหรอก
แล้วใครจะไปรู้ได้
จึงต้องมีการพิจารณาให้รู้จริงเห็นแจ้ง ปล่อยวางไป
เป็นการดับทุกข์ได้ทุกขณะทีเดียว
*** จบ ***

โดย boontisa [ 13 พ.ค. 2551 : 13:51:58 ]

ความเห็นที่ 6
เชิญชวนรีบด่วนค้น หาธรรม เถิดนา
เพื่อออกจากเรือนจำ โลกร้อน
อย่ามัวเที่ยวหลงคลำ ยึดสิ่ง ใดนา
กิเลสมารยอกย้อน คิดค้นทำลาย

โดย boontisa [ 13 พ.ค. 2551 : 13:53:15 ]

Member
102 ศิษย์เก่า และ 35 บุคคลทั่วไป