"สำนักงานศิษย์เก่าสัมพันธ์ มธ." ได้เปลี่ยนชื่อเป็น "สำนักงานธรรมศาสตร์สัมพันธ์" ตามข้อบังคับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ว่าด้วยการจัดตั้งและการแบ่งส่วนงานของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พ.ศ.2559
เรือนไฟไหม้คืออะไร โดย ก. เขาสวนหลวง (4)
ดังนี้ต้องมารู้เรื่องของการเกิดก็เป็นทุกข์ แก่ก็เป็นทุกข์ เจ็บก็เป็นทุกข์ ตายก็เป็นทุกข์
แล้วกิเลสตัณหาสารพัดอย่างนี้ก็ล้วนแต่เป็นกองทุกข์กองไฟทั้งนั้น
เมื่อพิจารณาแล้วจึงจะรู้ เมื่อพิจารณาแล้วจึงจะรู้
เมื่อปฏิบัติแล้วจึงจะละได้
มันเรื่องอย่างนี้ ไม่ใช่เรียนรู้อะไรมาสอนกันง่ายๆ เช่นนั้น
แต่ต้องเป็นการปฏิบัติด้วยตนเองจริงๆ
จึงจะรู้ทุกข์โทษของกิเลสและก็รู้ด้วยใจจริง
ไม่ได้เป็นการรู้ไปตามหลักตามเกณฑ์อย่างเดียวเท่านั้น
ต้องสอบเข้ากับใจว่า ถ้าเกิดความโลภ แล้วมันร้อนไหม
หรือเกิดความโกรธแล้วมันร้อนไหม
นี่มันสอบได้อยู่ในตัวเองทั้งหมดทีเดียว
ไม่ว่ากิเลสประเภทไหนทั้งหมด
แล้วมันจะได้กลัวทุกข์โทษของกิเลสยิ่งขึ้นทุกที
ถ้าจะเผลอไผลไปหยิบไปฉวยอะไรเข้า ก็รู้สึกรังเกียจ
เพราะไปยึดถือเข้าที่ไรมันร้อน มันก็เลยเข็ดไม่อยากจะยึดถืออะไร
แต่แล้วมันก็ยังอดไปยึดถือไม่ได้

โดยคุณ : boontisa เมื่อ 12 พ.ค. 2551 : 010:01:01  

ความเห็นที่ 1
เพราะฉะนั้นต้องมีสติควบคุมเอาไว้ให้มากๆ
อย่าได้เข้าไปใกล้ของสกปรก
ถ้ามันมีอะไรที่เป็นของล่อหู ล่อตามากๆ ก็อย่าเข้าไปดูมัน อย่าเข้าไปฟังเสียงมัน
เพราะว่าตัณหามันมากระซิบ นั่นดี นี่งาม อะไรก็สุดแล้วแท้
นั่นมันเป็นของหลอกๆ แต่มันก็หลอกได้เฉพาะคนโง่ๆ หลงๆ ด้วยกัน
สำหรับคนที่มีสติปัญญาแล้วไม่ยอมเข้าไปใกล้พวกนี้เลย
กลับถอยห่างออกไปเสียอีก
เหมือนกับเห็นกองอุจจาระ ที่ใครรังเกียจแล้วจะไม่เข้าไปใกล้
เพราะว่ามันมีกลิ่นเหม็นฉันใด
เรื่องเหยื่อล่อในโลกสารพัดอย่างนี้
ล้วนแต่พวกแมลงวันพวกหนอนที่มันชอบ
ชอบเข้าไปสูดกลิ่น ชอบเข้าไปดม ชอบเข้าไปตอมกันนัก
เพราะว่าของเน่าๆ ด้วยกันแล้วมันก็ชอบ

โดย boontisa [ 12 พ.ค. 2551 : 010:03:33 ]

ความเห็นที่ 2
แต่ว่าคนที่เขามีจิตใจสะอาดสงบนี่นะ ไม่เข้าไปเลย กลับถอยห่างออกไปเสียอีก
ไม่เข้าไปเชยชม ไม่เข้าไปดมสูดกลิ่นอะไรทั้งนั้น
เพราะว่ามันของสกปรก
ตามแบบอย่างของพระท่านเป็นอย่างนี้
ส่วนตามแบบอย่างของคนธรรมดานั่นมันเป็นอย่างโน้น
คือมันชอบไปอยู่อย่างโน้น
ชอบอยู่หมักหมมจมโคลนกันอยู่อย่างโน้น

โดย boontisa [ 12 พ.ค. 2551 : 010:04:40 ]

ความเห็นที่ 3
เพราะฉะนั้นในฐานะที่เราจะต้องเดินตามพระ
เราก็เดินตามให้มันถูกทางเสีย
แล้วก็รังเกียจของสกปรกทางหู ทางตา
อะไรที่มันชอบเข้าไปดู ไปฟัง ไปสูดกลิ่น ไปลิ้มรส
หรือมันมาสัมผัสทางกายอะไร หรือมันมาทางจิตใจอย่างไร
ต้องรอบรู้อยู่เรื่อย

โดย boontisa [ 12 พ.ค. 2551 : 010:05:46 ]

ความเห็นที่ 4
ส่วนประตูเข้าประตูออกของผัสสะนี้
ก็ต้องสำรวมระวังเอาไว้ให้มาก
ปิดประตูดูข้างในให้ดีให้ถูก
มันจะได้ชำระชะล้างทุกข์โทษของกิเลสที่เกิดขึ้น
ถ้าเรารู้เท่าทัน มันจะเกิดขึ้นเผายาก
แต่ถ้าเกิดพอใจ ไม่พอใจอะไรขึ้นมา
เริ่มต้นก็ดับเสียก่อน รู้เสียก่อน แล้วมันก็ง่ายหน่อย
แต่ถ้ามันเกิดไปปรุงไปคิด ไปยึดมั่น ถือมั่นอะไรขึ้นมา
มันลุกโพลงๆ ใหญ่ นั่นมันก็บ้าขึ้นมาแล้ว
นั่นแหละมันดับยาก แล้วก็เที่ยวบ้าเที่ยวเพ้อไป

โดย boontisa [ 12 พ.ค. 2551 : 010:06:58 ]

ความเห็นที่ 5
เพราะฉะนั้นต้อง “หยุด หยุดให้มากๆ”
อย่าไปคบเพื่อนคบฝูงอะไรทั้งหมด
สงบเสงี่ยมเจียมตัวอยู่เฉพาะตัวคนเดียว
จะเป็นตายอะไรก็ต้องปล่อยวางให้ได้ ต้องคายเหยื่อให้ได้
ถึงมันจะตายเพราะไม่มีเหยื่อจะกินก็ช่างมันเถอะ
อย่าให้มันเป็นหนอนกินอยู่อิ่มหมีพีมัน
แล้วก็เกิดตายอยู่ในของสกปรกนั่น อย่างนั้นไม่เอา
นั่นมันเป็นเรื่องของสัตว์ที่ยังโง่อยู่ ยังหลงอยู่
เพราะเราจะเดินตามพระแล้วก็ต้องทำอย่างนี้
ต้องรู้จักแนวทางที่ถูกต้องมีอยู่อย่างไร
แล้วรังเกียจต่อทุกข์โทษของกิเลสที่เกิดขึ้นมาทางผัสสะให้มากๆ
ตามันจะได้ไม่เที่ยวไปดู หูมันจะได้ไม่เที่ยวไปฟังหาเรื่อง
มันจะได้รู้จักหดกลับ มันจะได้รู้จักปิดแผล

โดย boontisa [ 12 พ.ค. 2551 : 010:08:20 ]

ความเห็นที่ 6
ที่พระพุทธเจ้าเปรียบเอาไว้ว่า
ให้มีการปิดแผลถ้าใครอ่านในขุมทรัพย์จากพระโอษฐ์
แล้วก็จะรู้ว่าการปิดแผลนั้นปิดอย่างไร
แล้วไม่ใช่ปิดแผลเปล่าๆ ทรงบอกให้เขี่ยไข่ขางด้วย
คนเลี้ยงวัวที่เขาต้องรักษาแผล ถ้ามันมีหนอนก็ต้องเขี่ยไข่ขาง
ไข่ขางนี่มันสำคัญที่มันขังอยู่
คือผัสสะที่กระทบนี่เอง แล้วมันก็เกิดหนอนคือกิเลส
ถ้าไม่เขี่ยมันออกแล้ว หนอนนี่มันจะชอนไช
จะทำอันตรายให้ถึงกับตาย หรือไม่ก็เจ็บปวดเจียนตายไปทีเดียว
ฉะนั้นต้องรู้จักปิดแผลไม่ให้แมลงวันมันมาตอม
พระพุทธเจ้าทรงเปรียบเทียบล้วนแต่น่าฟังทั้งนั้น
ซึ่งเป็นคำพูดธรรมดาๆ ที่มีไว้ในขุมทรัพย์จากพระโอษฐ์ทั้งหมด
แต่ถ้าอ่านแล้วพิจารณาให้ตลอดทุกข้อแล้ว
มันจะได้ความรู้รอบตัวเป็นอย่างยิ่ง
แล้วเราก็กลั่นกรองเอามาประพฤติปฏิบัติได้
โดยที่ไม่ต้องเอามาทั้งหมด เพราะว่าถ้าขืนเอามาหมดก็จำไม่ไหว
เพียงแต่กลั่นกรองคัดเลือกเอาเฉพาะแต่เรื่องที่จำเป็นจริงๆ เท่านั้นก็พอ
จะได้เป็นการย้ำซ้ำซากของตัวเองได้ถูกต้องขึ้นมาให้ได้

โดย boontisa [ 12 พ.ค. 2551 : 010:010:24 ]

ความเห็นที่ 7
แม้จะผิดพลาดไปในอะไร
ก็ต้องจับโกหกตัวเองได้ จับความโง่ความหลงของตัวเองก็ได้
นี่มันจับได้ตลอดไปหมดทั้งนั้น
แต่ก่อนนี้มันเที่ยวจับผิดของคนอื่น
มาบัดนี้การได้ปฏิบัติมันกลับตรงกันข้ามไปหมด
เดี๋ยวนี้เรื่องของคนอื่นนั้นไม่ได้ไปจับผิดอะไร ไม่ได้ไปจัดแจงอะไร
เพราะไม่ใช่เรื่องของเรา
เรื่องของเรานี่มันต้องจับผิดตัวเอง
ฉะนั้นเรื่องการปฏิบัตินี่มันต้องตรงกันข้ามเข้ามาหาตัวเอง
ไม่ให้มันเที่ยวเถลไถลออกไปดูข้างนอก
หรือไปเที่ยวเพ่งเล็งผิดถูกชั่วดีอะไรข้างนอก
นั่นมันเกิดกิเลสง่าย
ทีนี้ที่กลับเข้ามาค้นคว้าหาโรคกิเลสที่มันเกิดขึ้นกับจิตใจเสีย
จึงจะเป็นการปฏิบัติถูกต้องโดยแท้จริง
แล้วก็ดับทุกข์ได้เรียบร้อยไป
ถ้ายังดับไม่ได้ก็ต้องคิดค้นพิจารณาว่าเพราะเหตุอะไร
มันยังชอบให้ไฟเผาอยู่อีกหรือ
ถามตัวเองดู
ถ้ามันยังไม่ยอมมันยังเผาอยู่นั่น ก็ต้องบอกว่า
“นี่มันฉิบหายใหญ่แล้ว มันจะฉิบหายไปถึงไหน”
นี่มันต้องฟอกตัวเอง และจะได้ความกระจ่างแจ้งขึ้นมาทีเดียว
ถ้าเป็นการซักฟอกจริงๆ แล้วมันต้องได้ความรู้แจ้ง

โดย boontisa [ 12 พ.ค. 2551 : 010:12:30 ]

ความเห็นที่ 8
เรื่องนี้อย่าผ่านไปเสีย
เพราะมันไม่ใช่เรื่องกลบเกลื่อนเชือนแช
มันเรื่องต้องเอากันตรงตัวตรงใจ
ที่มันเกิดขึ้นกับจิตใจของตัวเองในลักษณะอย่างไร
มันเกิดโผล่อะไรขึ้นมา
ต้องดูหน้ามันด้วยว่า มันเป็นหน้ายักษ์หรือหน้าคน หรือหน้าพระอะไรก็สุดแท้
ที่จะรู้สึกได้ด้วยใจจริงทีเดียว
ถ้าว่ามีการรู้อยู่อย่างนี้แล้ว
จะจับความมีมายาที่อยู่ในตัวเองได้หลายแง่หลายมุม
แล้วบางครั้งจะน่าหัวเราะขบขัน ไม่เหมือนกับเขาไปดูไปฟังอะไรแล้วก็ไปเห็นอะไรเข้าก็ขบขัน

โดย boontisa [ 12 พ.ค. 2551 : 010:14:00 ]

ความเห็นที่ 9
ทีนี้ที่ดูข้างใน ดูเรื่องของตัวเองนี้มันน่าขบขันก็มี
ที่มันน่าสังเวชก็มี
แล้วก็เห็นความเป็นมายาสารพัดอย่าง
ที่มันหลอกลวงอยู่ในตัวเองทั้งหมด
แต่ก่อนไม่ได้ปฏิบัติมันไม่รู้
มันหลงเลี้ยงงูพิษเอาไว้
แล้วก็ถูกหลอกซ้ำซาก
ทั้งมันยังกัดเอาน้ำตาไหลก็ไม่รู้สึก
แม้บางคราวจะรู้บ้างก็เพียงเล็กๆ น้อยๆ
แต่กลับไปโทษคนอื่น ไปโทษสิ่งข้างนอก
ทีนี้มันไม่โทษใครอีก
เพราะว่ามันโทษข้างนอกมามากแล้ว
เนื่องจากมันหลงมันจึงไปโทษแต่สิ่งข้างนอก
มันหลงดูแต่ข้างนอก
ทีนี้มันจับเงื่อนเข้ามาหาตัวเองได้แล้ว
จึงทำลายอวิชชาตัณหาอุปาทานภายในตัวเองได้
และทำให้ถูกต้องขึ้นไปทุกที

โดย boontisa [ 12 พ.ค. 2551 : 010:15:37 ]

ความเห็นที่ 10
ต่อไปนี้มันจึงจะพูดได้ว่า “มาดูซิ” นี่เป็น “เอหิปัสสิโก”
อาจจะเรียกร้องให้ผู้อื่นมาดูได้
มาดูกิเลสก็ได้ ว่ากิเลสในใจนี้มันแผลงฤทธิ์ขึ้นมาอย่างไร
แล้วจะดับมันได้หรือไม่
นี่มันน่าดูทั้งผิดทั้งถูก ทั้งเท็จทั้งจริงอะไรก็มาดูได้
ดูในจิตในใจได้
แล้วอย่างนี้มันก็เบิกลูกตาขึ้นมาแล้ว
เป็นการมองเห็นข้อเท็จจริงภายในตัวเอง
มีความรู้ความฉลาดขึ้นมา
ไม่ใช่ไปฉลาดรู้อะไรข้างนอกมากๆ เลย
หรืออวดฉลาดสอนคนอื่นนั่นมันไม่ใช่

โดย boontisa [ 12 พ.ค. 2551 : 010:17:05 ]

Member
105 ศิษย์เก่า และ 35 บุคคลทั่วไป