"สำนักงานศิษย์เก่าสัมพันธ์ มธ." ได้เปลี่ยนชื่อเป็น "สำนักงานธรรมศาสตร์สัมพันธ์" ตามข้อบังคับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ว่าด้วยการจัดตั้งและการแบ่งส่วนงานของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พ.ศ.2559
หลวงพ่อธุดงค์ ตอน ป่า อ.ศรีประจันต์ ตอนที่ ๓

ท่านพุทธบริษัททั้งหลาย สำหรับวันที่บันทึกวันนี้ เป็น วันที่ 8 พฤษภาคม 2533 เป็นวันวิสาขบูชา

ต่อนี้ไปก็มาคุยกัน ถึงเรื่อง อำเภอศรีประจันต์ ของจังหวัดสุพรรณบุรี กันต่อไป เมื่อตอนที่แล้วมายับยั้งอยู่ตอนที่ว่า มานั่งคิดว่า เรานั่งกันอยู่ที่นี่หลายวัน เราจะเคลื่อนที่ไปบ้างดีกว่า ในป่าก็รกชัฎ ป่าศรีประจันต์เวลานั้น บางจุดก็เป็นป่าโปร่ง บางจุดก็เป็นป่าทึบ มีไผ่ เอาแน่นอนอะไรไม่ได้ ไม่ใช่ป่าสูงนัก ต้นไม้ใหญ่ก็มีบ้าง ต้นไม้เล็กก็มีบ้าง เอาแน่นอนไม่ได้จริง ๆ


กำลังนั่งคุยกัน หารือว่าควรจะย้ายที่ ก็ปรากฎว่า เป็นเวลาพอดี มีชายแก่คนหนึ่งอายุประมาณ 60 ปี ท่านนุ่งกางเกงขาสั้นไม่มีเสื้อ มีผ้าขาวม้าห้อยไหล่มาด้วย และก็มีมีดเหน็บเหน็บมาข้างหลังแบบคนป่า เดินตรงเข้ามาแล้วก็มานั่งยกมือไหว้ ท่านถามว่า ท่านจะย้ายที่หรือขอรับ ทุกคนเมื่อฟังก็แปลกใจ ต่างคนต่างมองหน้ากันว่า เราปรึกษาหารือกันแบบนี้ ท่านได้ยินได้อย่างไร

จึงถามว่า คุณลุงทราบหรือว่า อาจมาจะย้ายที่ ท่านบอกว่า เป็นธรรมดาของลีลาของคน ผมไม่ใช่หมอดู และก็ไม่ใช่ผู้วิเศษ แต่เห็นว่าท่านพักกันอยู่ที่นี้ ลองนั่งชุมนุมกันแบบนี้ ก็แสดงว่าจะปรึกษาหารือกันว่า อาจจะย้ายที่ก็ได้ เพราะตรงนี้เป็นป่าต่ำไป ไม่ค่อยจะสวยนัก ป่าของศรีประจันต์นี่ เดินจากผักไห่มาประมาณ 2 วันถึงที่นี่ จะเดินจากที่นี่ไปที่อำเภอศรีประจันต์ใช้เวลาเดินธรรมดา ๆ ก็ 2 วัน เพราะต้องลัดเลาะ ลัดไปในที่ต่าง ๆ

แต่ว่าถ้ารู้ทางลัด ก็เดินประเดี๋ยวเดียวก็ถึง ก็ถามว่า คุณลุงเดินบ่อยหรือ ท่านบอกว่า ท่านเป็นคนที่นี่ ท่านเกิดในป่า บ้านท่านอยู่ไหลจากที่นี่ ไปทางด้านของอำเภอผักไห่ ไม่มากนัก ก็เดินที่นี่อยู่เสมอ การไปศรีประจันต์ ท่านไปเกือบทุกวัน รู้ทางลัด ไปประเดี๋ยวเดียวก็ถึง

เลยถามท่าน บอกว่า ถ้าอย่างนั้น จะย้ายจากที่นี่ไปศรีประจันต์เลยหรือว่าจะอยู่ป่าแถวนี้ก่อน ท่านบอกว่า ป่าแถวนี้ มันก็อย่างนั้นแหละ แต่ว่าไปถึงอำเภอศรีประจันต์ ข้ามฟากไปด้านตะวันตก ที่นั่นจะมีที่สำคัญ เป็นที่ควรระลึกแห่งหนึ่งนั่นคือ ดอนเจดีย์ เป็นที่พระนเรศวร สร้างฝังเครื่องแต่งตัว อาวุธ ของพระมหาอุปราช เป็นการตัดไม้ข่มนาม

ก็เลยชักสงสัย ถามว่าคุณลุงรู้เรื่องราวนี้หรือ ท่านบอกว่า รู้ เพราะอายุท่าน 60 ปีกว่าแล้ว รัชกาลที่ 6 ก็เพิ่งสวรรคตไป ถอยหลังจากนี้ไปแค่ 10 ปีเศษ ๆ ตัวท่านเองเกิดทันสมัยรัชกาลที่ 4 เราก็ไม่เถียง เถียงไม่ได้ เพราะอะไร เพราะว่า มันไม่รู้จริง

คิดว่าท่านคงจะรู้เรื่อง เลยถามความเป็นมาว่า สมัยที่รัชกาลที่ 6 ท่านมาทำพิธีกรรมที่ดอนเจดีย์ ท่านทำแบบไหน ท่านก็บอกว่า เวลานั้นท่านก็ยังหนุ่มแน่นกว่านี้ ประมาณสัก 20 ปีละมั้ง ท่านว่าอย่างนั้น ถอยหลังไปประมาณอายุ 40 ปีเศษ ๆ ท่านก็มาร่วมงานด้วยในการร่วมงานเวลานั้น

รัชกาลที่ 6 ก็ใช้พราหมณ์บวงสรวงเชิญเทพเจ้า ก็ถามท่านว่าพราหมณ์บวงสรวงเชิญเทพเจ้า เทพเจ้ามาไหม ท่านก็บอกว่า ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเทพเจ้าของพราหมณ์มาหรือไม่มา ผมไม่รู้ แต่ว่า ตอนนั้นก็มีพระอยู่หลายองค์ด้วยกัน พระที่มีความสำคัญมาก มีพระองค์หนึ่งเป็น พระอรหันต์ เป็นพระที่อยู่ใกล้ๆ วัดป่าเลไลย์ ถามว่าอยู่ใกล้หรือเป็นพระของวัดป่าเลไลย์จริง ๆ ท่านบอก ไม่ใช่พระวัดป่าเลไลย์

เป็นพระที่อยู่ใกล้ ๆ วัดป่าเลไลย์ เวลานั้นตั้งสำนักอยู่ที่ วัดประชุมสงฆ์ มีกุฏิเพียง 3 หลัง และก็ไม่มีการเจริญรุ่งเรือง ท่านแก่มากแล้ว ต้องตะบันหมากกิน แต่เขาลือกันว่าพระองค์นี้เป็นพระอรหันต์ ชาวบ้านเขาลือกัน ก็ถามว่า ลุงเชื่อไหมครับ บอก ผมก็เชื่อสิ ผมเป็นคนนับถือพระนี่

เวลานั้นท่านก็นิมนต์พระองค์นี้มาด้วย และก็มีพระมาอีกหลายองค์ มากองค์ด้วยกัน ในจำนวนพระที่มาทั้งหมด ปรากฏว่า เป็นพระอรหันต์เสีย 6 องค์ นอกจากนั้นก็เป็นพระผู้ทรงฌาน แต่ว่าพระทั้งหมดเท่าที่สังเกตมา จะฟังพระองค์แก่องค์เดียว ถ้าพระแก่พูดอย่างไร พระทั้งหมดจะฟัง และปฏิบัติตามทั้งหมด ก็แสดงว่า พระองค์แก่ที่สุด คือพระตะบันหมากกิน ข้างวัดป่าเลไลย์ (วัดประชุมสงฆ์) ก็ต้องเป็นพระอรหันต์

ก็ถามว่า คุณลุงเชื่อว่าเป็นอรหันต์เพราะการที่พระอื่นเชื่อใช่ไหม ท่านบอกไม่ใช่หรอกผมสังเกตดู เพราะเวลาทำพิธีจริงๆ ท่านบอก การตัดไม้ข่มนามคราวนั้นมีผล พระแก่ท่านว่าอย่างนั้นนะ ท่านนั่งต้นแถว

ก็เลยถามท่านว่า ดอนเจดีย์อยู่ไกลไหม ก็อยากจะไปดอนเจดีย์ ท่านก็บอกว่า ถ้าไปทางตรงจากตรงนี้นะ ทิศทางที่ท่านคิดจะไปนี่จะต้องใช้เวลาเดิน 3 วัน(คำว่า ตรง หมายความว่า ตรงชาวบ้านเขาเดินกัน) แต่ถ้ารู้จักทางลัด จะใช้เวลาไม่นานนักก็ถึง ก็ถามว่าคุณโยมจะไปไหน ผมจะพาไปทุกแห่ง เพราะป่าทั้งหมดนี่ จะเป็นป่าสุพรรณบุรี ศรีประจันต์สามชุก ท่าช้าง เดิมบางนางบวช ที่ไหนก็ตาม ผมรู้จักหมดทุกแห่ง คนแถวนั้น ใครชื่ออะไรอยู่ที่ไหน ผมรู้จักหมด ผีที่ตายไปแล้วอยู่ที่ไหน ใครชื่ออะไร ผมรู้จักหมด

อีตอนนี้ชักสงสัยว่า ลุง รู้จักชื่อคนมันไม่ยาก มันก็ยากมากถ้าถามกันพอรู้ แต่รู้จักชื่อผีนี่สิ ผีที่ประจำถิ่น ท่านบอกว่า ผีประจำถิ่นมันก็ไปจากคน ก็เลยไม่เถียงกัน 3 คน ต่างคนต่างมองหน้ากันว่า ชักจะแปลก ๆ ก็เริ่มสงสัยว่า ลีลาที่ท่านพูดเดิมตั้งแต่เข้ามาทีแรก ก็รู้ว่าจะย้ายสถานที่ ตอนนี้มาชักเริ่มจะรู้ทุกอย่าง รู้จักทั้งคน รู้จักทั้งผี นี่มันแปลกเสียแล้ว ต่างคนเหมือนกับนัดกัน ต่างคนต่างก็มองหน้ากัน และก็พยายามคุย ก็พยายามชำเลืองดูตาคุณลุง ตาคุณลุงผ่องใสเหมือนกับตาหนุ่ม ตาหนุ่มตาสาวยังสู้ไม่ได้เลย ผ่องใสมาก แต่ว่าตาคุณลุงไม่กระพริบ

อาตมาก็นึกในใจว่า เอ๊ะ…วานนี้โยมท่านมาสั่งว่าให้เทวดาที่นี่อารักขาทั้งหมด ถ้าจะไปไหน ให้ไปส่ง แล้วก็ให้มองหมายกับเทวดาที่นั่น นี่สงสัยท่าจะเป็นเทวดา พอนึกเท่านั้นคุณลุงแก่ท่านก็บอกว่า ท่านนึกอย่างนั้นมันก็ถูก แต่ว่ายังไม่ตรงตามความเป็นจริง ผมไม่ใช่รุกขเทวดา ไม่ใช่ภุมเทวดาที่นี่ จะเรียกผมว่า เทวดา ก็เรียกไม่ได้ แต่มันจะไม่ถูกนัก ก็ถามว่าเรียกอะไรถึงจะถูกล่ะลุง ก็เรียก ลุง อย่างคุณว่านั่นแหละ

ถูก ก็ต้องถือว่า เป็นลุงธรรมดา ๆ ไม่ใช่ลุงพี่ของพ่อ ไม่ใช่พี่ชายของพ่อก็แล้วกัน แล้วถามว่า คุณลุงเกิดมาน่ะ มีอาชีพอะไร ท่านบอก ผมก็ไม่มีอาชีพอะไร ก็เดินไปเดินมา เดินมาเดินไปแบบนี้ มีอะไร เจอะอะไร ก็กินตามเรื่องตามราวไป บ้านผมก็อยู่ในป่า ผักหญ้าก็มีเยอะ ตำลึงก็มี หน่อไม้ก็มี หัวเผือกหัวมันก็เยอะแยะ ไม่ต้องทำบาป ไม่ต้องทำกรรม ลุงก็ว่าเรื่อยไป

ก็สรุปแล้วก็บอก เอ้า..ถ้าอย่างนั้น ลุง อาตมาทั้ง 3 คน ไปตามลุงไป ลุงจะพาไปศรีประจันต์ใช่ไหม ท่านบอกว่าใช่ ท่านถามว่า จะไปแค่อำเภอศรีประจันต์ หรือจะไปดอนเจดีย์ถามท่านว่าที่ดอนเจดีย์มีภูเขาไหม ท่านบอกว่า ทิศเหนือจองดอนเจดีย์มีภูเขา ทางด้านทิศตะวันออกก็มีภูเขา แต่ว่าภูเขาไม่สูง ภูเขาต่ำ ๆ ผมรู้จักภูเขาพิเศษอยู่ลูกหนึ่งเหมาะสำหรับพระธุดงค์ ภูเขาลูกนี้เป็นภูเขาชั่วคราว (เอ๊ะ..พูดไม่เหมือนชาวบ้านภูเขาชั่วคราวมันก็ต้องทำขึ้นมา)

ท่านบอกว่า เป็นภูเขาชั่วคราว ท่านบอกว่า มีถ้ำสวยงามมาก หันหน้าไปทางด้านทิศตะวันตก และด้านทิศใต้มีเขาย้อยไปบังแสงแดดเวลาบ่าย ด้านหน้ามีสนามหญ้า มีบริเวณสวนดอกไม้ มีทางเดินเล่น มีธารน้ำไหล น่าอยู่มาก ท่านจะไปไหมล่ะ พอได้ฟังก็น้ำลายไหล ก็นึกในใจว่า มันจะไกลเกินไปไหม ถ้าเวลาจะกลับ จะกลับอย่างไร

พอนึกในใจ ท่านบอก เวลากลับไม่เป็นไร นึกถึงผมสิครับ ผมเป็นคนแก่ ผมเป็นลูกศิษย์ของพระอรหันต์ องค์นั้น (นั่นแน่ ชักขยับเข้ามาแล้ว) ทีนี้หากว่าใครก็ตาม ถ้ามีความสัมพันธ์กับผม ถ้ารู้สึกนึกอย่างไรละก็ ผมจะรู้หมดทุกอย่าง ถ้าต้องการสิ่งไหน ถ้าผมหาทำให้ไม่ได้ ผมจะวานเพื่อนของผมที่มีความสามารถช่วยทำให้

สำหรับดินแดนนี้ทั้งหมดไม่ต้องวานใคร ผมคนเดียวพร้อม ผมรู้จักทั้งหมด ป่ามีเท่าไร เขามีกี่ลูก ถ้ำมีเท่าไร ต้นไม้มีกี่ต้น (เอ๊ะ..ชักเอาแล้ว ชักรู้จักต้นไม้มีกี่ต้น เราก็ปล่อยแกไปเถอะ นึก ตานี่โม้มาก) นึกในใจว่าลุงนี่โม้มาก แกก็ยิ้ม แกบอก ครับ นึกไปก่อนเถอะว่า ผมโม้ นึกก็ไม่ได้ นึกก็รู้ และต่อไปจะทราบเองว่า ผมไม่โม้ เป็นอันว่า ถ้าอย่างนั้นทุกท่านเตรียมตัวออกเดินทาง

ทุกคนก็เริ่มต้นทำท่าจะชุมนุมเทวดา ขอลาเดินทาง ท่านบอกว่า ไม่ต้องชุมนุมเทวดาหรอกครับ เทวดาที่นี่ก็พร้อมแล้ว พอท่านพูดเท่านั้น เห็นเทวดาพึ่บ หลายร้อยองค์เป็นภุมเทวดาบ้าง เป็นรุกขเทวดาล้าง เป็นเทพธิดาบ้าง เทวดาผู้หญิงบอกว่าท่านเจ้าคะจะไปหรือ ไม่โปรดฉันก่อนหรือ ก็บอกว่า เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ถ้าไปพักที่ไหนไม่ไกลเกินไป ก็ตามไปสงเคราะห์ที่นั่นก็แล้วกัน ฉันก็ขอบคุณทุกท่าน เพราะว่าทุกท่านเมตตาปรานีเสมอ

ขณะที่ใช้เวลาทั้งคืน ตลอดคืน จะไปบิณฑบาตก็ไม่ต้องท่านมาคอยใส่อยู่แล้ว ก็ไม่แน่ใจว่าไปที่ใหม่จะมีใครเขาใส่บาตรไหม ท่านผู้นั้นก็บอกว่า เจ้าของที่เขาก็ใส่ แต่ฉันอาจจะไปกันนะ เมื่อคุยกันเสร็จ ก็ลาท่าน ท่านลุงก็ออกหน้า ดึงมีดออกจากฝักขาวจั๊ว มีดเหน็บใหญ่ เดินไปก็ถางต้นไม้เล็ก ๆ ต้นไม้เล็กๆ ขวางหน้า ท่านก็ตัด ตัดก็เหวี่ยงไปข้างทาง ทำให้พวกเราเดินสบาย พอเดินไปท่านก็คุยไปบอก ต้นยางต้นนี้นะ เจอะต้นยางต้นหนึ่ง

ต้นนี้ แหม..ชาวบ้านชอบมาสุมไฟทำเป็นหลุม สุมไฟเอาน้ำมันกันทุกวัน และก็ชมต้นไม้เรื่อย ๆ ไป เดินไปประมาณสัก 10 นาที แต่ความจริง เราอยู่ฝั่งตะวันออกของอำเภอศรีประจันต์ ถ้าจะไปอำเภอศรีประจันต์จริง ๆ ไปฝั่งตะวันตกที่ดอนเจดีย์ จะต้องข้ามแม่น้ำท่าจีน แต่ว่าใช้เวลาเดินไปประมาณ 10 นาที

ลุงก็ชี้ให้ดูยอดไม้ต้นโน้น ยอดไม้ต้นนี้ ชี้ไปชี้มา ชี้ปั๊บไปที่เจดีย์ บอกว่า เจดีย์องค์นี้ละครับเป็นเจดีย์ที่รัชกาลที่ 6 มาสร้างไว้ ก็ตกใจ ก็บอกว่า ลุง นี่เราเดินมาประมาณ 10 นาทีนะ เมื่อกี้นี้อาตมาดูในเวลา ท่านก็เลยบอกว่า ผมบอกแล้วว่า ผมรู้จักทางลัด ถ้าทางที่ชาวบ้านเขาเดินกัน ต้องใช้เวลาหลายวันนะครับ นี่ผมรู้จักทางลัด ผมเป็นเด็กที่นี่ ผมเป็นเด็กป่านี้

ก็เลยถามท่านบอกว่า ถ้าอย่างนั้นในเจดีย์ พระนเรศวรมหาราชฝังอะไรไว้บ้าง ท่านบอก ฝังของ้าว ฝังอาวุธทั้งหมด ที่อยู่บนคอช้างของพระมหาอุปราช ก็บอกว่า เวลานั้น ช้างของพระมหาอุปราชเขาก็หนีไปแล้ว พระมหาอุปราชถูกฆ่าตาย ควาญก็ขับไสไป ท่านบอกไม่ไป ไม่ได้ไป ถูกปืน ควาญช้าง ถูกปืนตาย จับได้ทั้งช้าง จับได้ทั้งสรรพาวุธ ทั้งกูบช้างทั้งหมด อาวุธทุกอย่างฝังไว้ที่นี่ แล้วก็เครื่องแต่งกายของมหากษัตริย์ พระมหาอุปราชฝังไว้ตรงนี้

ก็ถามว่า การรบ รบตรงนี้หรือเปล่า ท่านบอก การรบ รบที่ลาดหญ้า ไม่ใช่ที่นี่ แต่ว่าการจะสร้างเจดีย์ไว้ที่ลาดหญ้า ก็ไม่เหมาะเพราะเป็นสนามรบ ท่านก็คิดว่าสักวันหนึ่งข้างหน้า กษัตริย์เบื้องหลัง ก็คงจะไม่รับศึกที่กำแพงเมืองอย่างที่แล้วมา ถ้าไม่รับศึกที่กำแพงเมือง เจดีย์ก็จะกลายเป็นแดนสนามรบไป เอามาตั้งไว้ตรงนี้มันเหมาะกว่า

ก็ถามว่า พิธีกรรมซ้ำสาป ท่านบอก คำสาปของพระอรหันต์มีผล หลังจากนั้นมาพม่าก็สงบไปพักหนึ่ง ต่อมาอยุธยาเสื่อมจากความเจริญทางใจ ความชิงดีชิงเด่นกันมีขึ้นการสามัคคีน้อยไป ในที่สุดพม่าก็มาล้อมเมือง และก็ พระยาราม กับคนหลายคน ก็เป็นไส้ศึก เรียกว่า เป็นแนวที่ 5 ให้พม่า ในที่สุดพม่าก็ตีอยุธยาแตก ตอนนั้น พระยาวชิรปราการ คือ พระเจ้าตากสิน ก็นำกำลังพลประมาณ 500 คน ออกไป ตีฝ่าพม่าไป

เป็นอันว่า เวลานั้นขึ้นชื่อว่า การจบอยุธยา แล้วต่อมาก็มาสร้าง กรุงธนบุรี แล้วท่านก็บอกว่า คำสาปของพระอรหันต์ ท่านสาปตามกฏของกรรม จะฝืนกฏของกรรมไม่ได้ แต่อย่าลืมว่าต่อไปเบื้องหน้าจะเห็นว่าประเทศไทยเราเวลานี้ก็ถูกข้าศึกล้อมเข้ามา ฝรั่งเศสก็เข้า อังกฤษก็เข้า แต่เวลานี้พม่าเป็นทาสของอังกฤษ เขมรและลาวเป็นทาสของฝรั่งเศส แต่ทว่าไทยยังเป็นอิสระเพราะว่ารัชกาลที่ 5 มีความฉลาด รู้ผ่อนสั้นผ่อนยาว ยอมเสียอวัยวะดีกว่าเสียชีวิต ยอมเสียทรัพย์สิน ดีกว่าเสียร่างกาย ยอมเสียอวัยวะ ดีกว่ายอมเสียร่างกาย คือ ความตาย

โดยคุณ : sita เมื่อ 16 กันยายน 2020 : 10:16:8  

Member
138 ศิษย์เก่า และ 42 บุคคลทั่วไป