"สำนักงานศิษย์เก่าสัมพันธ์ มธ." ได้เปลี่ยนชื่อเป็น "สำนักงานธรรมศาสตร์สัมพันธ์" ตามข้อบังคับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ว่าด้วยการจัดตั้งและการแบ่งส่วนงานของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พ.ศ.2559
หลวงพ่อธุดงค์ ตอน ป่า อ.ศรีประจันต์ ตอนที่ ๒

ป่า อ.ศรีประจันต์ ตอนที่ ๒

ท่านพุทธบริษัททั้งหลาย ตอนนี้ก็ยังเป็น วันขึ้น 14 ค่ำ เดือน 6 เพราะว่า บันทึกติดต่อกัน สำหรับตอนนี้ก็มาพูดถึง วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 ของป่าศรีประจันต์ พอวันรุ่งขึ้นเป็นวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 ก็มานั่งปรึกษากัน 3 องค์ว่า วันนี้เป็น วันวิสาขบูชา เราจะบูชาพระพุทธเจ้า กันที่ไหน เพื่อนทั้ง 2 องค์ก็บอกว่า การบูชาที่ไหนก็ถึงพระพุทธเจ้า ถ้าหากว่าเรานึกเห็นท่านเมื่อไร ก็ถึงเมื่อนั้น


การเห็นบรรดาท่านพุทธบริษัทบางท่านก็บอกว่า อาจจะเป็นพุทธนิมิตบ้าง อาจเป็นองค์จริงบ้าง ทั้งนี้ไม่ขอวิจารณ์ ก็ถือว่า ถ้าเห็นภาพพระพุทธเจ้าได้ เป็นใช้ได้ จะเป็นภาพเป็นพุทธนิมิตก็ตาม ภาพเขียนก็ตาม ภาพปั้นก็ตามเราถือว่า นั่นคือ พระพุทธเจ้าเพราะจิตเราไม่ติดที่รูป จิตเราติดที่พระพุทธเจ้า คือ ธรรมะของพระองค์

ขณะที่นั่งคุยกันว่า เราจะทำอย่างไรดี เป็นวันวิสาขบูชา เราจะเวียนเทียน เราก็ไม่มีเจดีย์ เราจะบูชาพระพุทธรูป เราก็ไม่มี เราก็บูชานึกถึงพระ จะนั่งกันเฉย ๆ ก็ดูท่ากระไรอยู่คิดว่าเอาอย่างนี้ดีไหม เราใช้วิชาตุ่มน้ำ ดีไหม ตุ่มน้ำในห้องของอาตมา สององค์ก็บอกว่าแกก็ใช้วิชาตุ่มน้ำก็แล้วกัน ข้าไม่ต้องหรอก ข้าไม่ต้องเข้าตุ่มน้ำ ถามว่า เราจะไปไหนกันดี เขาก็เลยบอกว่าทางที่ดีก็คือ พระจุฬามณี

เวลานั้นบรรดาท่านพุทธบริษัท ทั้ง 2 องค์เขามีความสนใจเรื่อง นิพพานเพราะว่าทั้ง 2 องค์นั่นเขาปรารถนา สาวกภูมิ แต่อาตมาปรารถนา พุทธภูมิ เรื่องนิพพานยังไม่เข้าใจ ขอพูดด้วยความจริงใจว่า ไม่เข้าใจเรื่องนิพพานจริง ๆ และการไปไหนได้ ก็ไปแค่ยันพรหมไม่ถึงนิพพาน (นี่เรื่องจริงมันเป็นอย่างนี้)

ก็เป็นอันว่า ตัดสินใจกันว่า ถ้าอย่างนั้นเราไปพระจุฬามณี สององค์ก็บอกว่าถ้าเราไปที่พระจุฬามณี แล้วเราจะเลยไปไหน ก็คุยกันบอกว่า เราก็ไปแค่จุฬามณีก็พอ เพราะว่าที่พระจุฬามณีนั่นใช้เวลา 1 วันของท่าน เท่ากับ 100 ปีของเรา เราไปชั่วเวลาประเดี๋ยวเดียวมันก็ 24 ชั่วโมง แล้วไปที่นั่นก็มีแต่ความสดชื่น มีแต่ความเอิบอิ่ม มีแต่ความปลาบปลื้มใจอารมณ์ มีอารมณ์เป็นสุข ร่างกายเป็นอย่างไร ก็ช่างหัวมันเป็นไร เรื่องร่างกาย เราไม่เกี่ยว ถ้าเราอยู่กับมัน เราเกี่ยว เราไปจากมันเราไม่เกี่ยว ก็ตกลงกันบอกว่า ถ้าอย่างนั้นประเดี๋ยวประมาณสัก 3 โมงเช้า เราไปกัน

ขณะที่นั่งคุยกันอยู่นั่นเอง บรรดาท่านทั้งหลาย ก็ปรากฏว่ามีเสือลาดพาดกลอน 2 เสือ อาตมาจะไม่เรียกว่า 2 ตัว ทั้งนี้ก็เพราะว่า จะเป็นการปรามาสครูบาอาจารย์ สองเสือย่างสามขุมเข้ามา ท่าทางดุดัน องอาจมาก ทำท่าคล้ายกับว่าจะกิน พวกเราทั้ง 3 คนเห็นเข้าก็นึกในใจว่า เสือมาแล้ว ทุกวันเราเห็นแต่เพียง เสือปลาบ้าง เสือดาวบ้าง แต่วันนี้เจอะลายพาดกลอน แล้วก็ยาวมาก ใหญ่มาก

ถ้าแกจะกินเราก็รู้สึกว่า 3 คนอิ่มพอดี ๆ ทุกคน ตั้งใจเลิกพูด ตอนนี้เลิกพูดแล้ว เพราะอะไรรู้ไหม เพราะว่าทุกคนยังกลัวตายอยู่ไม่ใช่ไม่กลัวตาย ก็นึกในใจว่า เวลานี้เสือมา ถ้าเสือทำร้ายเรา เราก็ต้องตาย แต่ความตายของเรามีความหาย นั่นคือถ้าเราตายเวลานี้ เราจะไปอยู่พรหม (นี่อาตมา คิดอย่างนี้นะ อีก 2 องค์เขาคิดอย่างไรก็ไม่ทราบ) อีก 2 องค์ดูเหมือนว่า จะตั้งใจไปนิพพานเลย

แต่ว่าอาตมาเอง ไม่เข้าใจเรื่องนิพพาน ก็คิดว่า ถ้าตายเวลานี้เราอยู่พรหม ทำไมจึงจะไปพรหม ถ้าหากว่า เราจะไปชั้นดุสิตไม่ดีหรือ ในเมื่อเราปรารถนาพุทธภูมิ ก็มีความรู้สึกว่า ชั้นดุสิตนี่มีนางฟ้ามาก พระโพธิสัตว์องค์หนึ่งมีนางฟ้าเป็นบริวาร เป็นหมื่น ๆ แล้วก็สวยเสียด้วย เรื่องภารกิจ ความห่วงใยกังวลก็ยังมีอยู่ ถ้าไปอยู่พรหมเราอยู่คนเดียว พรหมองค์หนึ่ง วิมานหลังหนึ่งมีพรหมองค์เดียว ไม่มีบริวารสำหรับบริวารก็มีวิมานคนละหลัง ไม่อยู่ร่วมกัน เราชอบ อารมณ์เป็นสุข

เมื่อตัดสินใจแล้ว ก็เริ่มจับอานาปานสติ แล้วเสือก็ย่าง 3 ขุมเข้ามา หลับตานึกถึงภาพพระพุทธเจ้าเท่าที่เคยเห็น เห็นชัดเจนแจ่มใสมาก เห็นตามเดิม ท่านอยู่กับ ลุงพุฒ คือ มหาพุฒ เห็นท่านทรงแย้มพระโอษฐ์ ก็ชื่นใจ คิดว่าเอาละช่างมัน คราวนี้กายเนื้อมันจะตาย แต่กายที่ไม่ใช่กายเนื้อ เราจะไปพรหม

แล้วเสียงลุงพุฒก็ถามมาบอกว่า ไปแค่พรหมน่ะพอใจแล้วหรือ ก็ เรียนท่านบอกว่า ในเมื่อมาจากพรหม ก็ขอไปพรหม ท่านก็บอกว่า ไปชั้นดุสิตไม่ดีหรือ เป็นที่อยู่ของพระโพธิสัตว์ ก็บอกว่าผู้หญิงมาก และผู้หญิงที่นั่นก็สวยมาก ก็เกรงว่า กำลังใจจะยุ่งกับผู้หญิงมากเกินไป เดี๋ยวกังวลจะมีมาก ก็ขอไปอยู่พรหม ไปอยู่คนเดียว ท่านก็บอก ตามใจ

นั่งทำสมาธิไป จิตใจจับที่ภาพพระพุทธเจ้าอย่างเดียวไม่ไปไหน ก็คิดว่าร่างกายมันจะเป็นอาหารของเสือเวลานี้ ก็ช่างหัวมัน ไม่สนใจแล้ว แล้วก็ประกอบกับความรู้สึกว่าคิดว่าดี ถ้าตายเวลานี้ ดี เราอยู่กับพระพุทธเจ้า อย่างไร ๆ เราก็ไม่ลงนรกจิตใจชุ่มชื่นต่างคนต่างทำสมาธิกัน

อีก 2 องค์ เขานึกอย่างไร อาตมาไม่ทราบ สักพักใหญ่ ๆ เสือก็ไม่กิน พอลืมตาขึ้นมาดูเสือนั่งข้างหน้าเฉย ๆ นั่งมองคนนั้น นั่งมองคนนี้ ในเมื่อลืมตาขึ้นมาแล้ว ก็ถามเสือว่า ทำไมแกจึงไม่กินฉันล่ะ เสือขยับหนวด ขยับปาก แต่ไม่ใช่แยกเขี้ยว ไม่ใช่ขยับเขี้ยว เสือขยับหนวด ขยับปาก ก็บอกว่า เสือ 2 ตัวนี่ไม่กินโว้ย เสือ 2 ตัวนี่ อยากจะรู้ว่า ลูกศิษย์ที่ปล่อยเข้ามาอยู่ป่าศรีประจันต์นี่ มันจะมีกำลังใจขนาดไหน มันจะมีความกล้าหรือมีความกลัว การตัดสินใจผิด หรือตัดสินใจถูก

เสียงเสือตัวที่พูดตัวแรก เสียงเหมือนหลวงพ่อปานชัด (เสือพูดภาษาคน) และเสือที่สองก็พูดเบา ๆ เหมือนเสียงหลวงพ่อจง ท่านบอกว่า การตัดสินใจแบบนี้ถูกต้องทุกองค์ สององค์นั่นตัดสินใจเพื่อนิพพานตรง เพราะเป็นพุทธสาวก ปรารถนาสาวกภูมิถูกต้อง ต้องทำอย่างนี้และองค์นี้ปรารถนาพรหม ก็ดี เพราะปรารถนาพุทธภูมิตั้งใจไปพรหม

รวมความว่าทุกองค์ตัดสินใจถูก ความกลัวย่อมมีแก่คนทุกคน บุคคลใดถ้ายังไม่เป็นอรหันต์ก็ตาม ยังไม่ใช่พระพุทธเจ้า ยังไม่ใช่ม้าอาชาไนย หรือไม่ใช่พระเจ้าจักรพรรดิต้องกลัว แต่การกลัวของพวกคุณทั้งหมด ถูกต้อง เป็นการกลัวที่ถูก คือ กลัวเสือจะกิน แต่ก็ไม่กลัวในการที่จะไปเป็นพรหม ไปนิพพาน

หลังจากนั้น เสือทั้ง 2 เสือ ค่อย ๆ คลายตัว เป็น หลวงพ่อปาน กับหลวงพ่อจง ในเมื่อกลายเป็นหลวงพ่อทั้งสอง ก็ลุกขึ้นกราบท่านด้วยความเคารพอิ่มใจ ชื่นใจ น้ำตาไหล ท่านถามว่า ดีใจรึ บอก ดีใจขอรับ ถามว่า หลวงพ่อเป็นเสือได้อย่างไร ท่านบอกว่า มันเรื่องของฉัน ฉันจะเป็นเสือฉันจะเป็นแมว ฉันจะเป็นอะไร มันเรื่องของฉัน ไม่ต้องถาม

พวกเธอทำตามคำสั่งให้ดีที่สุด แล้วการกระทำของพวกเธอทั้งหมด นี่มันไม่พ้นสายตาของฉัน ก็ถามว่าหลวงพ่อส่งตาทิพย์มาดูหรือ ท่านก็เลยบอกว่า งานของฉันมาก ไม่มีเวลาจะดูพวกเธอ แต่ว่าเทวดาเขารายงาน เทวดารายงานทุกอิริยาบถที่เธอทำ เธอจะนั่งท่าไหน จะนอนท่าไหนเขาบอกหมด

ก็รวมความว่า ไม่พ้นสายตาของท่าน เพราะเทวดาบอก ท่านก็เลยบอกว่า วันนี้เป็นวันวิสาขบูชา ทุกองค์ก็ตั้งใจไปพระจุฬามณีเจดียสถานก็แล้วกัน ไปตั้งใจอธิษฐานว่าจะอยู่ที่นี้จนกว่าจะได้อรุณ จึงจะลง ถ้าตัดสินใจอย่างนั้น พอได้อรุณปั๊บมันจะเคลื่อนลงทันที เมื่อท่านสอนแบบนั้นแล้ว ท่านก็หายไป เราก็กราบตามหลังท่านไม่รู้ว่าท่านไปอย่างไร ร่องรอยก็ไม่มีเงาก็ไม่มี ไม่รู้ว่าหายไปไหน

เมื่อหลวงพ่อทั้งสองหายไป พวกเราก็ดีใจ คิดว่า โอ้โฮ..เสือใหญ่นี่จำไว้เลยว่า เสือใหญ่เสือลายพาดกลอนแบบนี้ แล้วก็เข้ามาขนไม่พอง แสดงว่าเสือไม่จริง เป็นเสือปลอม เป็นอันว่าท่านสอนแนะนำให้ไปพระจุฬามณีเจดียสถาน เราก็ไปกัน ก็ตัดสินใจว่า เราไปกันเดี๋ยวนี้ไม่ต้องตั้งท่า

คำว่าเดี๋ยวนี้ปั๊บ ก็ปรากฎว่า ถึงพระจุฬามณีเจดียสถาน เป็นการอวดอุตริมนุสสธรรมไหม ท่านพุทธบริษัท เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน อธิศีลสิกขา อธิจิตสิขา อธิปัญญาสิกขา ทำเสียให้ครบถ้วนละก็ จะไม่มีอะไรสงสัย ไม่มีอะไรตำหนิ และก็ไม่มีอะไรจะชม จะเป็นอุเปกขาญาณได้

ก็รวมความว่า เมื่อถึงพระจุฬามณีเจดียสถาน สิ่งที่พบก็คือ อาจจะเป็น พระพุทธเจ้าเนรมิตก็ได้ หรือพระพุทธเจ้าองค์จริงก็ได้ใครก็ไม่รู้ แต่ที่เห็นก็เห็นว่าเป็นพระพุทธเจ้าองค์จริงสวยงามอร่ามมาก มีแพพรรณรังสี รัศมี 6 ประการ ทรงแสดงพระธรรมเทศนา ไพเราะมากจับใจ ชื่นใจ การแสดงพระธรรมเทศนาของพระพุทธเจ้า ลีลาไม่มาก สำนวนไม่มาก ท่านเทศน์ชัด ๆ เทศนาตรง ๆ เทศน์ให้เข้าใจเรื่องขันธ์ 5 ขันธ์ ของใครก็ตาม ไม่มีการทรงตัวโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ที่ชอบใจจริง ๆ อยู่คำหนึ่งชอบมาก เทศน์ทั้งกัณฑ์ ชอบมากอยู่คำหนึ่งว่า

เวลานี้ท่านทั้งหลาย ท่านที่ตายจากความเป็นคนมาเป็นเทวดาก็ดี เป็นนางฟ้าก็ดี เป็นพรหมก็ดี ร่างกายของทุกท่านไม่มีทุกข์ มีแต่ความสุข แม้ว่าท่านทั้งหลายที่ยังไม่ตายจากความเป็นคน แต่เวลานี้ชำระร่างกายอันประกอบไปด้วยขันธ์ 5 ใช้อทิสมานกายขึ้นมานั่งอยู่ที่นี่ ร่างกายอันนี้ของท่านก็ไม่มีทุกข์อย่างขันธ์ 5 ธรรมดา เป็นร่างกายที่มีความสุข ฉะนั้นขอทุกคนจงอย่าประมาทในชีวิต จงอย่าคิดว่าเราจะอยู่กับโลกตลอดกาล ตลอดสมัย แต่จงตัดสินใจตายก่อนอายุขัย หรือตามกาลเวลา ถ้าเวลายังมีอยู่เพียงใด ตัดสินใจทำลายกิเลสให้พ้นไป

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สักกายทิฎฐิ ให้มีความรู้สึกว่า ร่างกายนี้มันไม่ใช่เราไม่ใช่ของเรา เราไม่มีในร่างกาย ร่างกายไม่มีในเรา ทำอารมณ์ใจวางเฉยในร่างกาย มันจะแก่ก็ถือว่าเป็นหน้าที่ของมัน มันจะป่วยก็เป็นหน้าที่ของมัน เพราะกฎของกรรม มันจะตายก็เป็นหน้าที่ของมัน ถ้าร่างกายมันตายเมื่อไร ที่ไปของเรา คือ นิพพาน ถ้ากำลังใจยังไม่ถึง นิพพาน เราก็มาค้างสวรรค์ หรือค้างพรหมโลก เท่านี้เราก็มีความสุข

ท่านเทศน์เยอะ นั่งฟังกันตั้งแต่เวลา 4 โมงเช้า ถึงเวลา 6 นาฬิกา ก็รู้สึกว่าไม่นานหลังจากนั้น ร่างกายก็กลับลงมา เป็นวันแรมค่ำหนึ่ง เดือน 6 พอกลับลงมาแล้ว ทีนี้ไม่ทันจะถือบาตร ปรากฎว่า เทวดา นางฟ้า ซึ่งเป็นกุมเทวดาบ้าง รุกขเทวดาบ้าง อากาสเทวดาบ้าง นางฟ้าบ้าง ท่านนั่งกันเป็นแถวอยู่แล้ว พร้อมในการใส่บาตร แต่ว่าการใส่บาตรของท่านมันแปลก จะกี่องค์ก็ตาม ปริมาณอาหารเท่าเดิม

ถ้าท่านมาองค์เดียว การใส่บาตรก็มีปริมาณอาหารเท่านั้น มาหลายองค์ ต่างคนต่างใส่ ปริมาณอาหารเท่าเดิม คือ อิ่มพอดี กินอิ่มแล้วมีความชุ่มชื่น แม้แต่น้ำก็ไม่ค่อยอยาก ความกระหายไม่มี ชุ่มชื่นมาก อารมณ์มีความสุขในเมื่ออารมณ์มีความสุข มันก็มีความสบายทั้งวันทั้งคืน แต่ว่าท่านทั้งหลาย การเกิดขึ้นมาแล้ว ความแก่ ความเจ็บ ความตาย มีเป็นของธรรมดา ท่านใส่บาตรแล้ว ต่างคนต่างก็ไป

เป็นอันว่าการไม่ได้นอนทั้ง 2 คืนติดต่อกัน อาการทางร่างประสาทมันก็เครียดถึงเวลาประมาณ 4 โมงเช้า ตอนนั้นอาตมาปวดศีรษะมาก มันปวดมากผิดปกติ ปวดจัดถึงกับต้องนอน นั่งไม่ได้ นึกในใจว่า ทุกขเวทนาจงมีกับร่างกายอย่างเดียว จงอย่ามีกับใจของเรา แต่ใจมันเกาะร่างกาย มันก็ต้องมี แต่เราไม่สนใจมัน มันเจ็บ ก็เชิญเจ็บ มันปวด ก็ทนปวด มันจะเจ็บ จะปวดไปไม่นานนัก ไม่ช้าร่างกายนี้ก็พัง ในเมื่อร่างกายนี้มันพัง มันก็ไม่มีใครเขาต้องการ ร่างกายที่พังแล้ว ท่อนไม้ที่ไร้ประโยชน์ยังดีกว่าร่างกายที่เน่า ไม่ช้าเรากับร่างกายจะแยกกัน จุดที่เราจะไปนั้นคือ พรหม

พอคิดเพียงเท่านี้ก็เห็นองค์สมเด็จพระชินสีห์ คือ พระพุทธเจ้า ชัดเจนแจ่มใสมาก กับลุงพุฒ ท่านมาหน้าตักประมาณ 8 ศอกเศษ ๆ สวยสดงดงาม มีฉัพพรรณรังสี รัศมี 6 ประการ ทรงแย้มพระโอษฐ์ สักประเดี๋ยวท่านก็หายไป แต่ใจยังนึกถึงภาพอยู่ ใจยังจับภาพอยู่

พอสักครู่เดียวก็ได้ยินเสียงผู้หญิงพูด เป็นเด็กผู้หญิง ยืนอยู่บนยอดไม้ เรียกว่าหลวงพี่ ๆ หนูอยู่ที่นี่ แหงนหน้าขึ้นไป ก็ปรากฏว่าเป็นน้องสาวคนเล็ก เธอตายตั้งแต่ 4 ปี เมื่อเธอคลอดออกมาแล้ว รู้สึกว่า ขณะที่ทรงตัวได้ เธอไม่ยอมนอนกับแม่ นอนกับอาตมาตั้งแต่ตัวเล็ก ๆ จะไปไหนก็ต้องอุ้มไปด้วย ไปโรงเรียนก็ต้องเอาไปด้วย แต่สิ่งที่เธอเคร่งครัดทุกอย่าง ถ้าแม่สั่งจำได้ดีมาก และปฏิบัติได้ดี

ถ้าพี่ปฏิบัติพลาด น้องจะเตือนว่า แม่สอนอย่างนี้นะ พี่นะไม่ไม่ให้พูดอย่างนี้ แม่ไม่ให้ทำอย่างนี้ รู้สึกว่าเป็นน้องสาวที่ดีมาก แต่ว่าเธอต้องมาตายเมื่ออายุ 4 ปี หลังจากเธอตายไปแล้ว วันนั้นก็หลายปี หลายปีมา ไม่พบเธอ เธอก็บอกว่าหลวงพี่ ๆ ปวดศีรษะมากหรือ แหงนขึ้นไปเห็นเข้า ก็บอกว่า เออ..น้อง พี่ปวดมาก

เธอชื่ออุบล เธอก็บอกว่า ประเดี๋ยวพ่อจะมา ถามว่า พ่อไหน เธอก็บอกว่า พ่อพระอินทร์ พ่อพระอินทร์ท่านจะมารักษาให้ แล้วถามว่า หนูเวลานี้อยู่ที่ไหน เธอก็บอกว่า อยู่ชั้นปรนิมมิตวสวัตดี
ก็ถามว่า บุญอะไร ที่อยู่ชั้นปรนิมมิตวสวัตดี เธอก็บอกว่า ที่แม่สอนกรรมฐานว่า พุทโธ หนูทำกรรมฐานได้ดีเป็นฌาน 4 แต่ว่าเวลาที่จะตายเวลานั้นพี่ไม่อยู่ไปข้างนอกบ้านหนูป่วยหนัก มีอาการอยากน้ำ และร้อนภายในมากเรียกหาพี่ไม่พบ จิตก็เลยวุ่นวายไปหน่อยคิดถึงพี่ ทั้ง ๆ ที่ในอากาศก็มีเทวดา มีนางฟ้ามาก มาชวนให้ไปอยู่ ในที่สุดคอยพี่ไม่ไหวก็ต้องไปแต่ว่าไปชั้นปรนิมมิตวสวัตดี เพราะว่าตายนอกฌาน ไม่ได้เข้าฌานตาย เป็นกำลังเศษของฌาน 4

พอเธอพูดเท่านั้น ก็ปรากฎว่า ท้าวโกสีย์ คือ พระอินทร์ ท่านก็มาถึงท่านก็มาในรูปเต็มอัตรา คือ เขียวป๋อมาเลย มาเต็มที่ รองเท้าก็สวย เครื่องแต่งกายก็สวยอีก 2 องค์ลุกขึ้น ทำท่าจะกราบ ท่านก็ยกมือห้ามว่า พระคุณเจ้าอย่างกราบผมเลยครับ อีก 2 องค์ก็บอกว่า อาตมาทั้ง 2 องค์ยังไม่เป็น พระโสดาบัน

แต่ว่าท้าวโกสีย์เวลานี้เป็น พระโสดาบันขึ้นไปนานแล้ว อาจจะเป็นพระอริยเจ้าเบื้องสูง ผมก็ไหว้ได้ ท่านบอก ไม่ควรขอรับ ร่างกายของท่านเป็นพระ แม้ว่าใจยังเป็นพระไม่สมบูรณ์แบบก็ตาม แต่ควรถือศักดิ์ศรีของผ้าเหลืองเข้าไว้ก่อน และรักษาฌานสมาบัติ วิปัสสนาญาณที่พึงทำได้ อย่างนี้ใช้ได้

วันนี้ผมจะมารักษาลูกชายผมเธอปวดศีรษะมาก พระทั้ง 2 องค์ถามว่าเป็นโรคอะไร ท่านบอกง่า ไม่ต่องถาม เป็นกฎของกรรม เพราะลูกชายคนนี้ เป็นนักรบทุกชาติ ขึ้นชื่อว่าการรบจะมีการเข่นฆ่าซึ่งกันและกัน กรรมทั้งหลายเหล่านั้น ถึงแม้ว่าเราจะมีบุญมากเท่าไรก็ตาม มันก็ตามทัน มันก็มาเบียดเบียน

ในที่สุด ท่านก็มาใกล้ๆ แล้วบอกว่า คุณ ขออภัยนะครับท่านก็เอามือมาที่ศีรษะ 2 มือ ทำเหมือนกับ กอบของทั้งกอบไปครั้งหนึ่ง แล้วก็วางทิ้ง กอบครั้งหนึ่งก็ทิ้ง กอบครั้งหนึ่งไปทิ้ง มันเบาออกไปเยอะอีกครั้งทิ้งหายเลย ท่านก็เลยบอกคาถาให้ว่า คาถาบทนี้ มีคาถาอยู่ 4 คำ ถ้าคุณจะรักษากัน จะเป็นโรคอะไรก็ตาม ทั้ง 3 องค์นี่ และการอยู่ในป่าของคุณ จะไม่อยู่ในป่าเฉพาะคราวนี้คราวเดียว ต่อไป การธุดงค์จะมีเรื่อยทุกปีจนกว่าจะครบ 10 ปี ถ้าจะเป็นอะไรขึ้นมา จะปวดศีรษะ ปวดท้อง ปวดอะไรก็ตาม ใช้คาถา 4 คำ แล้วก็กอบแบบผมทำนี่ แล้วก็เวลาจะทำ นึกถึงผม ผมจะมาช่วย แค่กอบทิ้ง 3 ครั้ง จะหายทันที

ต้องขอภัยท่านพุทะบริษัท คาถานั้นลืม คาถา 4 คำนั่นลืมจริง ๆ เพราะท่านบอกว่า ถ้าจะทำให้คนอื่น ต้องยกครู 1 สลึง ถ้าทำกันเองระหว่างพระ ก็ไม่ต้องยกครู และที่ต้องลืมเพราะว่า ต่อมา ชาวบ้านปวดศีรษะบ้าง เป็นโรคอะไรบ้าง ก็ให้กอบ กอบให้ก็หายทันที แต่สลึงหนึ่ง บางคนไม่ให้ ถ้าคนไหนไม่ให้ คนกอบป่วยตามนั้น โดนคนโกงเข้า 3 ครั้ง เลยบอกศาลา เลิกคาถาบนนี้ไม่ใช้กัน เพราะไอ้คนเลว ๆ มันมีมาก เป็นที่น่าเสียดายที่คาถาของพระอินทร์ท่านให้ไว้ แล้วก็หายไป และไม่กล้าขอท่านใหม่

ต่อมาเมื่อหายจากปวดแล้ว ท่านก็แนะนำต่าง ๆ แนะนำถึงวิธี ลีลาการปฏิบัติ แล้วท่านก็เรียกประชุมเทวดา มีทั้งภุมเทวดา รุกขเทวดา อากาศเทวดา บอกว่า พระองค์นี้ลูกชายฉันนะ ถ้าจะไปที่ไหนก็ตาม ให้ตามอารักขาในเขตของตัว ถ้าท่านจะไปพ้นเขต ให้แจ้งเทวดาในเขตนั้น ตามอารักขาต่อไป อย่าให้มีอันตรายนะ ถ้าลูกของฉันมีอันตรายเมื่อไร พวกเธอมีโทษหนัก

และอีก 2 องค์นี่ ก็เหมือนกัน ในฐานที่ท่านเป็นเพื่อนกัน เป็นผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบตามสมควร ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่พระอริยเจ้า ยังเป็นปุถุชน ก็ถือว่า เป็นบุคคลผู้หวังทำลายกิเลสให้เป็นสมุจเฉทปหาน ถึงแม่ว่ายังมีความดีไม่ครบถ้วน แต่ความดีก็ยังอยู่ทุกวัน เพิ่มพูนทุกวัน ต้องรักษาไว้อย่าให้มีอันตราย ต้องรักษาเช่นเดียวกับลูกชายของฉัน ท่านกล่าวแล้วท่านก็ไป เมื่อไปแล้วพวกเราก็มานั่งอยู่ มันก็มีความสุข คิดว่า ที่ตรงนี้นะ เราอยู่กันมาเกือบ 10 วัน อยากจะย้าย ก็คิดว่า จะย้ายไปทางไหนดี

พอคิดว่าจะย้ายไปทางไหนดี ก็ปรากฏ คนแก่คนหนึ่ง แก่อายุประมาณสัก 60 ปี ท่านเดินทางมา เป็นคนป่า ท่าทางคนป่าชัดๆ มีมีดเหน็บขัดหลัง มีย่าม ใส่อะไรบ้างก็ไม่ทราบ ในย่าม ปรากฏว่า ท่านเดินมา ท่านเห็นเข้า ท่านก็มานั่งยกมือไหว้ มาถึงท่านก็ถามเลย บอกว่า ท่านทั้ง 3 องค์ อยากจะย้ายที่ใช่ไหมครับ ถามว่า ทำไมโยมจึงรู้

โยมแก่ก็บอกว่า ไอ้เรื่องที่ผมจะรู้ เพราะอะไรไม่ใช่หน้าที่ของท่าน เอาแต่เพียงเรียกว่า ท่านอยากจะย้ายใช่ไหม ก็ตอบว่าใช่ ท่านก็บอกว่า ถ้าย้ายนะ ก็ย้ายไปฝั่งทิศตะวันตกของอำเภอศรีประจันต์ ด้านโน้น มีดินแดนที่มีความสำคัญอยู่จุดหนึ่ง นั่นคือ ดอนเจดีย์ เจดีย์พระนเรศวรมหาราช บรรจุเครื่องกษัตริย์ ที่พระมหาอุปราชแต่งตัวเวลานั้น ทั้งของ้าว ทั้งมีด อะไรก็ตาม ทั้งหมดเครื่องแต่งกายทั้งหมด มาฝังไว้ที่นั้น

โดยคุณ : sita เมื่อ 15 กันยายน 2020 : 15:40:6  

Member
144 ศิษย์เก่า และ 44 บุคคลทั่วไป