"สำนักงานศิษย์เก่าสัมพันธ์ มธ." ได้เปลี่ยนชื่อเป็น "สำนักงานธรรมศาสตร์สัมพันธ์" ตามข้อบังคับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ว่าด้วยการจัดตั้งและการแบ่งส่วนงานของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พ.ศ.2559
บุตร 3 ประเภท

๏ เป็นมารดา บิดา ทำหน้าที่
ให้บุตรมี พำนัก เป็นหลักแหล่ง
ส่งเสริมบุตร ธิดาตน กุศลแรง
ย่อมส่องแสง เพิ่มพูน ตระกูลวงศ์


เลี้ยงลูกอย่างไรให้เป็นคนดี …เป็นเรื่องธรรมดาของคู่รักที่เมื่อได้แต่งงานเป็นสามีภรรยากันแล้ว ย่อมปรารถนาที่จะมีลูกน้อยไว้เป็นโซ่ทองคล้องใจ สืบทอดสกุลกันต่อไป เพราะชีวิตคนเรานั้น จะดำเนินต่อไปได้ ก็ต้องมีลูกหลานไว้คอยสืบเชื้อสายต่อกันมาเป็นลำดับ

“ลูก” เป็นดวงใจของพ่อแม่ หากลูกได้ดีมีความสุขพ่อแม่ก็ยิ่งมีความสุขเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่า การที่ลูกแต่ละคนจะมีชีวิตเป็นไปอย่างไร เป็นคนดีหรือไม่ดี ประสบความสำเร็จหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยหลายประการ แต่เชื่อแน่ว่าหากลูกทุกคนได้รับการอบรมเลี้ยงดูอย่างถูกต้องแล้ว จะทำให้เขาเติบโตขึ้นมาอย่างมีคุณภาพ กลายเป็น “อภิชาตบุตร” ได้ ซึ่งการอบรมสั่งสอนให้ลูกเป็นทั้งคนเก่งและคนดีจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด


ขอแนะนำว่า ตั้งแต่เนื้อหาที่คุณพ่อคุณแม่กำลังจะอ่านจากนี้ไป เป็นเรื่องราวคำสอนของพระพุทธศาสนา ซึ่งควรอ่านพร้อมทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้ทุกบรรทัด เพื่อนำไปใช้ปฏิบัติ อันจะนำมาซึ่งการได้มี “ลูกที่ดี” สมดังที่พ่อแม่ทุกคนปรารถนา นะคะ ♥

ซึ่งโดยทั่วไปความปรารถนาของพ่อแม่ที่อยากได้ลูก ก็เพราะมีความหวัง 5 ข้อ ดังนี้

1.ลูกที่เราเลี้ยงมาแล้ว จะเลี้ยงตอบแทน
2.ลูกที่เราเลี้ยงมาแล้ว จะทำกิจแทนเรา
3.วงศ์สกุลของเราจักดำรงอยู่ได้นาน
4.ลูกจะปกครองทรัพย์มรดกแทนเรา
5.เมื่อเราละโลกไปแล้ว ลูกจะบำเพ็ญทักษิณาทานให้

บุตร มาจากคำว่า ปุตฺต แปลว่า ลูก มีความหมาย 2 ประการ คือ

-ผู้ทำสกุลให้บริสุทธิ์
-ผู้ยังหทัยของพ่อแม่ให้เต็มอิ่ม

เพราะพ่อแม่รู้ดีว่า วันหนึ่งตนเองต้องแก่และตาย สิ่งที่อยากได้ก็คือ ความปีติ ความปลื้มใจไว้หล่อเลี้ยงใจให้สดชื่น ความปลื้มปีติจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อได้เห็นผล แห่งความดี หรือผลงานดี ๆ ที่เราทำไว้ ยิ่งผลงานดีมากเท่าไร ยิ่งชื่นใจมากเท่านั้น แล้วอายุจะยืนยาว สุขภาพจะแข็งแรง เมื่อเป็นเช่นนี้ พ่อแม่จึงเลี้ยงดูลูกให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อหวังจะได้เห็นวงศ์ตระกูลที่สืบต่อไป ทั้งยังเป็นความปลื้มปีติใจ ยามได้เห็นลูกทำสิ่งดี ๆ

ซึ่งสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแบ่งประเภทของบุตรไว้ในปุตตสูตรว่ามีอยู่ 3 ประเภท ดังนี้

1. อภิชาตบุตร ได้แก่ ลูกที่เกิดมาดีกว่าพ่อแม่ มีคุณธรรมสูงกว่าพ่อแม่ เกิดมาเชิดชูวงศ์สกุล เกิดมาอุดหนุนค้ำจุนพ่อแม่ เป็นลูกที่ประเสริฐ ทำให้พ่อแม่ได้รับความสุขใจยิ่งนักโดยทรงยกเอาพ่อแม่มาเป็นมาตรวัด

โดยพ่อแม่ไม่มีพระรัตนตรัยเป็นสรณะ และไม่มีศีล 5 ข้อเป็นบทตั้ง แต่ลูกมีพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์เป็นสรณะและตั้งอยู่ในศีล 5 นั่นเอง

2. อนุชาตบุตร ได้แก่ ลูกที่เกิดมาเสมอตัว คือ ไม่ดี ไม่เลวกว่าพ่อแม่ และไม่แย่ไปกว่าวงศ์สกุล มีกันอย่างไรก็อยู่กันอย่างนั้น ดำรงวงศ์สกุลไว้ ไม่ให้เสื่อมโทรม และไม่สามารถจะให้ดีขึ้นไปกว่าเดิม

โดยพ่อแม่มีพระรัตนตรัยเป็นสรณะ และมีศีล5 ส่วนลูกก็มีพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์เป็นสรณะและมีศีล 5 ประจำอยู่ด้วยเช่นกัน

3. อวชาตบุตร ได้แก่ ลูกที่เกิดมาเลว ต่ำกว่าพ่อแม่ ฉุดดึงเอาพ่อแม่ตกต่ำไปด้วย เช่นพ่อแม่เป็นคนดีมีศีลธรรม แต่ลูกกลับเป็นคนไม่ดี ทำตัวเป็นปัญหาของครอบครัวและสังคม ทำให้พ่อแม่เดือดร้อนทุกข์ใจอยู่ร่ำไป ลูกประเภทนี้ใครๆ ไม่ปรารถนา ไม่อยากได้ ไม่อยากมี

โดยพ่อแม่ถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะ และมีศีล ส่วนลูกไม่ถึงพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์เป็นสรณะ และไม่มีศีล 5 ด้วย

สำหรับพ่อแม่ที่มีลูกดี ก็จะมีรอยยิ้มก็ประทับอยู่บนใบหน้า ซึ่งลูกประเภทที่ 1 จึงเป็นยอดปรารถนาของพ่อแม่ หรือหากเลือกได้ พ่อแม่ทุกคนคงเลือกลูกประเภท หนึ่งหรือสอง ไม่ต้องการมีลูกประเภทที่ 3 อย่างแน่นอน ดังคำกล่าวที่ว่า ลูกดีเป็นศรีสง่า ญาติวงศ์พงศาผ่องใส แม้ญาติสนิทมิตรสหายที่ใกล้ไกล ก็พอใจสรรเสริญเจริญพร1


*ในบรรดาลูกทั้ง 3 ประเภทนี้2

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงว่า ประเภทอวชาตบุตร จัดว่าเป็นลูกที่เลว หรือต่ำกว่าตระกูล ในบรรดาความชั่วที่ร้ายแรงทั้งหมดของคนในโลกนี้ คงจะไม่มีความชั่วอะไรที่ร้ายแรงเกินไปกว่าการละเมิดศีล 5 ข้อไปได้อีกแล้ว ซึ่งในที่นี้ สังเกตดูได้จากนักโทษในคุก ที่มักทำผิดโดยเกี่ยวกับการละเมิดศีล 5 ข้อ ทั้งสิ้น

ฆ่าเขา ทำร้ายร่างกายเขา ก็เกิดจากการละเมิดศีลข้อที่ 1
ลัก ปล้น จี้ ก็เกิดจากการละเมิดศีลข้อที่ 2
เป็นชู้เมียหรือผัวเขา ข่มขืน ก็เกิดจากการละเมิดศีลข้อที่ 3
โกหก ผิดสัญญา หลอกลวง ก็เกิดจากการละเมิดศีลข้อที่ 4
ทำชั่วหรือทำผิดต่างๆ ก็เพราะขาดสติ ก็เกิดจากการละเมิดศีลข้อที่ 5
*การละเมิดศีล 5 จึงเป็นเหตุแห่งความชั่วต่างๆ ได้สารพัด และเพื่อป้องกันมิให้ลูกต้องล่วงศีล 5 จึงควรที่พ่อแม่จะต้องรีบปลูกฝังคุณธรรม 5 ที่คู่กับศีล 5 ให้ในใจลูกก่อนดังนี้

1.เมตตา มีความรักต่อคนและสัตว์ทั่วไป
2.สัมมาชีพ ทำมาหากินในทางสุจริต
3.สทารสันโดษ หรือกามสังวร ยินดีเฉพาะในคู่ครองของตน
4.สัจจะ มีความสัตย์จริงหรือซื่อสัตย์ต่อกัน
5.มัชวิรัติ หรือเจริญสติ เว้นจากสิ่งมึนเมา

*เมื่อมีเบญจธรรม 5 ข้อนี้แล้ว ก็จะคุ้มครองศีล 5 ไว้ได้เอง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นจะไม่รักษาศีล 5 ก็ได้ เพราะเบญจธรรมเหนือกว่าศีลมากมายนัก เช่น เมตตาซึ่งคู่กับศีล ข้อ 1 เรายังไม่คิดจะฆ่าแม้แต่มดหรือยุงตัวเล็กๆ แล้ว เราจะไปฆ่าคนได้อย่างไร


แต่สำหรับชาวบ้านทั่วไป เอาแค่ไม่ฆ่าคนก็น่าจะพอแล้ว เพราะบางอาชีพก็ยังต้องฆ่าสัตว์เล็กๆ เพื่อเป็นอาหารอยู่ เอาแค่ไม่ฆ่าคนเสียได้คุกก็จะว่างนักโทษขึ้นอีกแยะเลย แต่ถึงแม้ว่าจะมีศีล 5 แล้ว ก็ยังไม่อาจจะปลอดภัยนัก สักวันหนึ่งเราอาจจะเผลอไปล่วงศีลเข้าก็ได้ ทางที่ดีนอกจากเราจะมีธรรม 5 แล้ว ก็ควรที่จะละเว้นจากอบายมุข 5 เสียด้วย คือ

1.การดื่มน้ำเมา (รวมทั้งสิ่งเสพติดต่างๆ)
2.การเป็นคนเจ้าชู้
3.การเล่นการพนัน
4.การคบมิตรชั่ว
5.การเกียจคร้าน

โดยเฉพาะใน 3 ข้อหลังนี่สำคัญมาก ใน 2 ข้อแรกมีอยู่ในศีล 5 แล้ว และที่อยากจะเน้นเป็นพิเศษกว่าข้ออื่นๆ ก็คือ การคบคนชั่ว คนทุจริตหรือคนพาลเป็นมิตร นี่จะเป็นสะพานไต่ไปสู่ความผิดและความชั่วต่างๆ ได้สารพัด การเลือกคบแต่เพื่อนที่ดีจึงเป็นบันไดขั้นแรก ที่พ่อแม่ควรจะสอนให้ลูกสำนึกไว้ก่อนที่ลูกจะออกไปสู่โลกกว้าง หรือพ้นจาก อกของพ่อแม่

เหตุเพราะว่า ลูกไม่อาจที่จะอยู่คนเดียวในโลกได้ เพื่อนฝูงจึงมีความจำเป็นที่ลูกจะต้องคบหา แม้ระดับโรงเรียนชั้นประถมหรือเพื่อนบ้านก็ตามที แม่จึงควรที่จะให้ความรู้แก่ลูกว่าเพื่อนที่ดีและชั่วนั้นต่างกันอย่างไร ชี้ให้ลูกเห็นความแตกต่าง ที่ลูกได้คบเพื่อนดีหรือชั่ว และจะดูหรือแยกได้อย่างไรว่าใครจะเป็นเพื่อนดีหรือเพื่อนชั่ว

พ่อแม่ที่ดีของลูก จึงไม่ควรที่จะละเลยในข้อนี้ ควรให้ความสนใจเป็นพิเศษกว่าศีล 5 หรือธรรมข้ออื่นๆ เสียด้วยซ้ำไป เพราะว่าถ้าลูกไปคบกับคนพาลหรือมิตรชั่วเข้าแล้ว ทั้งศีลและธรรมก็อาจละเมิดเสียได้ทุกข้อ เพราะความใกล้ชิด ความเกรงใจ ความเห็นใจ ลูกเราก็เลยต้องยอมทำตามเพื่อนไปหมดทุกอย่าง แม้ว่าในครั้งแรกๆ ลูกอาจจะไม่เต็มใจ แต่พอทำตามหลายๆ ครั้งเข้า มันก็จะเกิดความเคยชินไปเองจนเห็นเป็นเรื่องธรรมดา การป้องกันไว้ก่อนจึงย่อมจะดีกว่าไปคิดแก้ในภายหลัง

เลี้ยงลูกอย่างไรให้เป็นคนดี
ซึ่งวิธีเลี้ยงลูกให้เป็นคนดี พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ 5 ประการ คือ

1. ห้ามมิให้ทำความชั่ว
2. แนะนำให้ตั้งอยู่ในความดี
3. ให้การศึกษา
4. หาคู่ครองที่สมควรให้
5. มอบทรัพย์มรดกให้ในสมัยอันสมควร

√ แนวทางการเลี้ยงดูลูก ด้วยการปลูกฝังธรรมะ

1. ความกตัญญูและกตเวที เป็นพื้นฐานของคนดี ควรอบรมหรือปลูกฝังก่อนสิ่งอื่นใดทั้งหมด ติดตามด้วยความขยัน ประหยัด ซื่อสัตย์อดทน เสียสละ และมีระเบียบวินัย เป็นต้น
2. ควรเลี้ยงลูกด้วยเหตุผล อย่าเลี้ยงลูกด้วยอารมณ์ ตามใจในสิ่งที่ถูก ขัดใจในสิ่งที่ผิด ยกย่องเมื่อเขาทำดี ตำหนิหรือลงโทษ เมื่อเขาทำผิด
3. หัดให้ลูกเป็นคนรับผิดชอบตัวเอง เช่น หน้าที่ การงาน การเงิน เป็นต้น หัดให้เขาใช้ความคิดเป็นของตัวเอง ไม่ควรชี้แนะไปเสียทุกสิ่ง
4. ควร “เลี้ยงลูกให้โต” อย่าพยายาม “เลี้ยงลูกให้เตี้ย” เพราะเราไม่อาจตามเลี้ยงเขาได้จนตลอดชั่วชีวิต
5. คำพูดที่ว่า “จงทำตามฉันสอน แต่อย่าทำตามฉันทำ” ไม่ควรนำมาใช้กับลูก นั่นคือ พ่อแม่ควรเป็นแบบพิมพ์ที่ดีและถูกต้องถ้าจำเป็นต้องทำชั่ว ก็อย่าให้ลูกรู้หรือเห็น เด็กจะเสียกำลังใจในการทำ ความดี และจะถือเป็นข้ออ้างในการทำความชั่ว แม้แต่เรื่องการดื่มสุราหรือการสูบบุหรี่ เป็นต้น
6. อย่าห้าม ลูกไม่ให้ทำอะไร ถ้าสิ่งนั้นไม่ผิด หรือไม่เป็นอันตรายเพราะเด็กย่อมอยากรู้และอยากเห็นเป็นทุนอยู่แล้ว ควรให้เขาได้ช่วยงานเรา ตามที่เขาชอบบ้าง
7. ควรรักลูกด้วยพรหมวิหาร คือ เมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา ให้ครบทั้ง 4 ข้อ อย่าแสดงออกให้ลูก ๆ เห็นว่า พ่อแม่รักลูกไม่เท่ากัน (อคติ)
8. ควรหาโอกาสพาลูก ๆ ไปวัด ฟังเทศน์ ฟังธรรม ให้ทาน รักษา ศีล เจริญภาวนา ตามสมควร โดยเฉพาะก่อนนอน ควรหัดให้ลูก ๆ ไหว้พระสวดมนต์ แผ่เมตตา และกราบระลึกถึงผู้มีพระคุณ 5 ครั้ง แล้วจึงให้นอนได้
9. อย่าลืมว่า เรามีหน้าที่เลี้ยงลูกให้ดีเท่านั้น ถ้าเขาไม่รักดีก็เป็นกรรมของเขาเอง ทุกคนไม่อาจจะฝืนกฎแห่งกรรมของตนเองได้


รักลูกแบบระยะยาว — วางอุเบกขา เพื่อฝึกฝนลูก
การรู้จักวางอุเบกขา เพื่อเป็นการให้โอกาสเขาพัฒนาตัวเอง โดยให้เขาหัดรับผิดชอบตัวเอง แยกได้เป็น 3 กรณี คือ

1) เมื่อจะต้องให้เขาหัดรับผิดชอบตัวเอง

เพื่อว่าเขาจะได้ทำอะไรเป็น คือ จะต้องให้ลูกหัดทำบ้าง รู้จักเหน็ดเหนื่อยเพื่อฝึกตัวเอง แต่เขาจะเก่งขึ้น เช่น พ่อแม่ต้องวางอุเบกขาไม่ทำการบ้านแทน

การทำอย่างนี้ไม่ใช่เราไม่รัก แต่เป็นการรักเป็นหรือรักระยะยาว อุเบกขา แปลว่า คอยดู มาจาก อุป+อิกข อิกข แปลว่า ดูอุป แปลว่า ใกล้ๆ หรือคอย รวมกันแปลว่า คอยดูอยู่ใกล้ ๆ หมายความว่าพร้อมที่จะแก้ไขสถานการณ์ แต่ไม่เข้าไปก้าวก่ายแทรกแซง

2) เมื่อลูกสมควรรับผิดชอบต่อการกระทำของตนต่อกฎเกณฑ์กติกา

ครอบครัวเป็นสังคมย่อย ต่อไปลูกต้องไปอยู่ในสังคมใหญ่ จึงต้องเรียนรู้ชีวิตจริง รู้จักความชอบธรรม ความเป็นธรรม เพราะฉะนั้นครอบครัวก็ต้องมีกติกา มีกฎเกณฑ์ เขาทำอะไรถูกหรือผิด เราก็ให้เขารับผิดชอบการกระทำของเขาทั้งดีและชั่ว ตามถูกตามผิด ตามกฎเกณฑ์กติกา เรียกว่าอุเบกขาทำให้เขาได้รับความเป็นธรรม และรักษาธรรมไว้เมื่อเขาสมควรต้องรับผิดชอบการกระทำของตน

3) เมื่อเขารับผิดชอบตัวเองได้แล้ว ก็ไม่เข้าไปก้าวก่ายแทรกแซง

ช่น เมื่อลูกโตแล้ว จบการศึกษาแล้ว มีงานมีการทำแล้ว มีครอบครัวของเขาเอง รับผิดชอบตัวเองได้ พ่อแม่อย่าไปก้าวก่ายแทรกแซงในชีวิตของครอบครัวเขา พ่อแม่บางคน รักลูกมาก อยากให้ลูกมีความสุขจนเข้าไปยุ่ง ไปเจ้ากี้เจ้าการในครอบครัวของเขา จนเกิดความวุ่นวายต่าง ๆ

จะพบว่า ในหลักพระพุทธศาสนานั้น พระพุทธเจ้าได้ทรงสอนพรหมวิหาร ซึ่งมีเพียง 4 ข้อ แต่กลับสามารถครอบคลุมหลักการวิธีเลี้ยงลูกได้ทั้งหมด และนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงอย่างน่าอัศจรรย์

ฉะนั้นคุณพ่อคุณแม่ทั้งหลาย ควรเริ่มสร้างภูมิคุ้มกันให้กับลูก ๆ ที่รักของเรา ด้วยการปลูกฝังธรรมะลงในใจของเขาแต่ยังเยาว์ จะช่วยให้เขาเติบโตได้อย่างมีคุณภาพ

โดยคุณ : sita เมื่อ 12 กุมภาพันธ์ 2020 : 11:40:2  

Member
119 ศิษย์เก่า และ 38 บุคคลทั่วไป